Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 04

 

 

“คุณฮันซองรอก่อนครับ” เสียงทุ้มหยุดท่อนขาเพรียวให้ยืนอยู่กับที่ ฮันซองผินหน้าหันไปหาชายเจ้าของเสียงในชุดสูทสีดำซึ่งยืนอยู่ทางขวามือของเขา

“มีอะไร ฉันจะเอาเอกสารไปส่งให้พ่อ”

บอดี้การ์ดโค้งศีรษะเล็กน้อยอย่างสุภาพ “ตอนนี้คุณแฮอินอยู่ข้างในครับ คุณท่านสั่งว่าไม่ให้ใครรบกวน”

ริมฝีปากบางกดยิ้ม พ่นลมหายใจแรงคล้ายประชด “แม้ว่าเอกสารนี่จะเร่งจนรอแทบไม่ได้น่ะนะ?” แฟ้มเอกสารสีดำเนื้อหยาบที่ทางลูกค้าเร่งมาทุกสิบนาทีถูกชูขึ้นใส่หน้าคนเป็นข้ารับใช้

“ครับ คุณท่านย้ำว่าห้ามรบกวน”

เรียวคิ้วได้รูปเลิกขึ้น สีหน้าเจ้าตัวเริ่มบ่งบอกอาการไม่พอใจ “นายมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่าอย่างไหนสำคัญกว่ากัน ห๊ะ ชุนยัง”

“ขอประทานอภัยจริงๆ ครับคุณฮันซอง” เห็นท่าทางก้มหนายืนยันหนักแน่นแล้วฮันซองก็รู้ว่าคงเข้าไปในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อในเวลานี้ไม่ได้ เขาดันเอกสารที่ผ่านการตรวจแล้วเหลือแต่รอการอนุมัติจากลีซูโรไปที่อกอีกฝ่าย

“เออดี ถ้าลูกค้ามันจะพากันถอนหุ้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันอยู่แล้ว ซื่อสัตย์นักก็รับผิดชอบไปเองแล้วกัน!”

ภาพของร่างบางที่เกือบจะเหวี่ยงตัวหมุนไปชนกับสาวใช้สองคนที่เพิ่งยกถาดขนมว่างเปล่าออกมาจากห้องแล้วตวาดเสียงดังก่อนจะเดินลงส้นตึงตังจากไปนั้นไม่ได้ทำให้ชุนยังซึ่งเป็นบอดี้การ์ดประจำตระกูลรู้สึกหวั่นใจแม้แต่น้อย ด้วยพื้นนิสัยของเจ้านายคนนี้ไม่มีความเรียบร้อยมาแต่ไหนแต่ไร ความเคยชินตั้งแต่ที่เข้ามารับใช้ที่นี่หากมีวันไหนคุณลีฮันซองว่านอนสอนง่ายขึ้นมานั่นล่ะที่แปลก

“คุณฮันซองเธอดูอารมณ์เสียอีกแล้วนะ ฉันล่ะกลัวเธอจะเผลอสั่งไล่ฉันออกจริงๆ ” สองสาวใช้ที่เพิ่งถูกตวาดเมื่อครู่กระซิบกระซาบเสียงเบาพลางเดินตีคู่กันกลับไปที่ครัว

“นั่นน่ะสิ เธอก็ระวังหน่อยแล้วกัน ช่วงนี้นายท่านเองก็อยู่บ้านบ่อยเสียด้วย”

“ฮึ่ย ไม่ใช่เพราะนายท่านหรอก” หญิงอวบส่ายหน้ายิก “เป็นเพราะคุณแฮอินต่างหาก เนี่ยดูสิ คุณหนูรองกลับมาได้แค่สามวัน สาวใช้ถูกคุณหนูใหญ่ไล่ตะเพิดออกไปแล้วห้าคน ปกติแล้วถึงคุณหนูใหญ่เธอจะขี้วีนแต่ก็ไม่ถี่ขนาดนี้หรอกนะ”

“มันก็น่าอยู่หรอก ดูคุณท่านสิ ตั้งแต่คุณหนูรองกลับมาก็เรียกหาแทบทั้งวัน ทีกับคุณหนูใหญ่จะเรียกชื่อสักคำยังแทบไม่มี”

“อยากถูกไล่ออกหรือไงกันพวกเธอ!” เสียงแหลมสูงทำเอาสองสาวใช้สะดุ้งสุดตัว รีบผงกหัวขอโทษเป็นพัลวันก่อนจะโค้งต่ำมุดเดินเลี่ยงผ่านหัวหน้าแม่บ้านไปอย่างรวดเร็ว “อย่าให้ฉันรู้ว่าพวกเธอนินทาอะไรเจ้านายอีกเป็นครั้งที่สองเชียวนะ!” หญิงสูงวัยตะโกนไล่หลังคนรุ่นหลานเสียงเขียว ก่อนเธอจะส่ายศีรษะเชื่องช้าแล้วถอนหายใจเบา

ดวงหน้าชราวัยหากร่างกายยังพอมีแรงเดินเหินสะดวกเงยขึ้นมองบันไดตรงหน้า เมื่อครู่เธอได้ยินเสียงเอะอะของคุณหนูใหญ่ของบ้านจึงได้รีบเดินออกมาดู เห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นก็เบาใจ เธอช่างใจอยู่เล็กน้อยก่อนตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไป

มือเหี่ยวย่นเคาะประตูผู้เป็นนายเพียงสามครั้งก็ดูเหมือนว่าคนข้างในจะรู้ว่าเป็นใครจึงตะโกนออกมาว่าให้เธอเข้าไปได้

“ฮโยอึนมีอะไร?” คนนั่งหงุดหงิดอยู่หน้าโต๊ะทำงานริมหน้าต่างขมวดคิ้วยุ่งถามเสียงห้วน ไม่นำพาต่อสายตาของหญิงแก่ที่กวาดมองเศษกระดาษซึ่งเกลื่อนกระจายเต็มพื้น เมื่อนาทีก่อนเจ้านายร่างบางคงปัดพวกมันลงมาจากโต๊ะตรงหน้านั้นเอง

ฮโยอึนปิดประตูห้อง แล้วค่อยก้าวเดินเชื่องช้าตามสังขารเข้าไปหาเจ้านายคนสำคัญ มือตรากตรำตามกาลเวลายื่นออกไปกำมือผอมแห้งหากแต่นุ่มนิ่มข้างหนึ่งที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะ

“คุณหนูอย่าหงุดหงิดเลยค่ะ คุณท่านไม่ได้พบคุณหนูรองมาหลายปีจึงอดคิดถึงไม่ได้”

“ผมไม่ใส่ใจหรอกว่าใครจะคิดถึงใคร” ฮันซองตอบเสียงแข็ง “ไม่คิดจะสนใจเลยสักนิด” แม้ในใจจะประท้วงว่ามันไม่จริง

และความในใจเหล่านั้นก็ถูกคนแก่จับได้เสมอ “เอาเถอะค่ะ ไม่สนก็ไม่สน” ฮโยอึนผละจากมือขาวนุ่ม ทำท่าจะก้มลงไปเก็บแผ่นกระดาษบนพื้น แต่ถูกเจ้าของห้องห้ามไว้ก่อน

“ไม่ต้องเก็บฮโยอึน ให้คนอื่นมาเก็บ”หากเป็นคนรับใช้คนอื่นฮันซองจะไม่สนใจเลยสักนิด อาจจะกวาดของบนโต๊ะลงไปเพิ่มเสียด้วยซ้ำ แต่กับฮโยอึนที่เป็นคนเลี้ยงเขามาตั้งแต่จำความได้คนนี้เป็นข้อยกเว้นเพียงคนเดียวสำหรับเขา

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหนู ฮโยอึนเป็นคนรับใช้เหมือนกัน จะใครเก็บก็ไม่ต่างหรอก”

“บอกว่าไม่ต้องเก็บไง หรือคำสั่งผมมันไม่จำเป็นต้องฟังอีกแล้ว?” เสียงหวานไม่ได้ฟังห้วนเช่นเคย แต่แฝงไว้ด้วยความน้อยใจเล็กๆ ที่คงมีแต่ฮโยอึนเท่านั้นที่รับรู้ได้ “ดีเหลือเกินนะ พอหมอนั่นกลับมาใครๆ ก็ไม่อยากจะรับใช้ผมกันแล้ว”

หญิงแก่จำต้องยืดตัวขึ้นตามคำสั่ง “ไม่ใช่อย่างนั้นเสียหน่อย คุณหนูอย่าคิดมากสิคะ ที่เชื่อฟังกันก็เห็นจะเพราะเป็นคำสั่งของคุณท่าน ไม่ใช่เพราะไม่มีใครไม่เชื่อฟังคุณหนูหรอกค่ะ”

“ฮโยอึนขึ้นมาหาผมมีอะไรกันแน่ ถ้าจะบอกให้ลงไปร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับพวกนั้นผมบอกแล้วว่าไม่” ฮันซองดักทางเรื่องเดิมๆ ปกติแล้วเขาจะทานอาหารคนเดียวเสมอ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นบนห้องของเขาเอง การจะให้ไปนั่งร่วมโต๊ะกับพ่อหรือชองอามันพานจะกลืนอะไรไม่ลง แล้วยิ่งมีหมอนั่นรวมอยู่ด้วย ไม่มีทางซะล่ะ

“เห็นแก่คุณท่านเถอะค่ะ วันนี้จะมีแขกสำคัญมาร่วมโต๊ะด้วย อย่าให้คุณท่านต้องเสียหน้าเลยนะคะ คุณฮันซองเป็นถึงลูกชายคนโต...”

“ที่ไม่มีอะไรสำคัญ” ฮันซองต่อคำสวนขึ้นมาทันที

“อย่าพูดอย่างนั้นสิค่ะ” หัวหน้าแม่บ้านทอดเสียงอ่อน “คุณหนูของฮโยอึนจะไม่สำคัญได้ยังไงกัน”

“ผมบอกว่าไม่ก็คือไม่ ฮโยอึนอย่าเซ้าซี้ได้ไหม อีกอย่างถึงผมไม่ร่วมโต๊ะด้วยพ่อก็คงไม่เดือดร้อนอะไร คนอย่างนั้นน่ะมีข้อแก้ตัวสารพัด ขาดผมไปคนก็ไม่ทำให้ตัวเองขายหน้าหรอก”

“เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นฮโยอึนไม่รบเร้าคุณหนูแล้วก็ได้ค่ะ คุณหนูว่าอย่างไหนดีฮโยอึนก็ว่าดีทั้งนั้น” เพราะต่อให้หว่านล้อมแค่ไหนเธอก็รู้ใจของเจ้านายคนนี้ของเธอดีว่าคิดจะทำอะไรแล้วไม่ทางเปลี่ยนใจง่ายๆ เด็ดขาด

“เด็กๆ มาเก็บของที่ห้องคุณฮันซองที” ฮโยอึนเดินออกจากห้องพร้อมเรียกสาวใช้แถวนั้นเข้ามาทำความสะอาด ฮันซองที่หมดอารมณ์จะทำงานพาตัวเองลงมานั่งแปะอยู่บนเตียง เขาเร่งพวกสาวใช้ที่ทำงานเงอะงะให้รีบๆ เก็บ รีบๆ ออกไปจนพวกเธอลนลานยิ่งกว่าเดิม ผ่านไปสักพักภายในห้องก็กลับมาเรียบร้อยอีกครั้ง

ฮันซองหันมองโต๊ะทำงานที่ถูกเก็บเรียบร้อย เขาลุกออกไปเปิดลิ้นชักหยิบซองสีน้ำตาลออกมาก่อนเดินกลับมาที่เตียง เขานั่งงอเข่าขึ้นมาแล้ววางใบหน้าลงไปพลางยกมือขึ้นมากัดเล็บด้วยความเคยชินขณะก้มมองเอกสารปึกหนึ่งตรงหน้า มือข้างซ้ายเอื้อมปัดแผ่นกระดาษให้กระจายไปบนเตียงเพื่อที่จะได้ดูรายละเอียดในนั้นไปพร้อมกัน

เรียวคิ้วได้รูปรับกับใบหนาเป็นอย่างดีเริ่มขมวดเป็นปมเล็กๆ เข้าหากัน ข้อมูลที่เพิ่งรวบรวมมาได้ทำให้สมองทำงานเพื่อประมวลผลอย่างหนัก

มิสเตอร์ลาฟเป็นเจ้าของธุรกิจน้ำมันรายใหญ่ของเยอรมัน แต่กลับมีชื่อไปปรากฏอยู่ในแบลคลิสต์ของกลุ่มการค้าใต้ดินในอเมริกา ...มันจะเป็นไปได้ยังไงที่มิสเตอร์ลาฟจะมีอำนาจหากยังแก้ไขตัวแดงตรงนี้ไม่ได้ ระยะเวลาที่ทางอเมริกาเสนอชื่อให้เป็นนักลงทุนที่เสี่ยงต่อการร่วมหุ้นมันคาบเกี่ยวกับตอนที่ยื่นข้อเสนอมาให้ชินฮวาซองฮา ถ้าอย่างนั้นก็เป็นไปได้สองกรณี หนึ่ง ธุรกิจน้ำมันยังไม่ถึงกับล้มละลาย ที่มาทำการค้ากับเราก็เพื่อให้ได้ผลกำไรจากทางอื่นมาช่วยเพิ่มมูลค้าสินทรัพย์ของตัวเอง สอง ธุรกิจน้ำมันอาจเกินเยียวยา แต่มันก็คุ้มค้าที่จะเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีมาซื้อหุ้นของชินฮวาซองหาให้ได้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้ก็เกือบจะได้ไปกว่าสามสิบเปอร์เซ็นแล้ว แต่มิสเตอร์ลาฟจะยอมทิ้งธุรกิจน้ำมันที่ทำกำไรได้มากกว่าไปง่ายๆ อย่างนี้น่ะเหรอ? ไม่มีทาง คนโลภมากอย่างนั้นไม่มีทางที่จะพอใจแค่เงินจากกลุ่มธุรกิจในแถบเอเชียอย่างกลุ่มชินฮวาซองฮานี้แน่

เหตุผลจริงๆ คืออะไรกันแน่? ถ้าร่วมหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นจริงก็คงกลืนชินฮวาซองฮาไม่ได้ แต่ถ้าไอ้เยอรมันนั่นมันกดซื้อหุ้นจากผู้ร่วมหุ้นคนอื่นที่เห็นเงินแล้วตาเป็นมันไปจนหมดล่ะ ถึงตอนนั้นชินฮวาซองฮาได้อ้าปากไม่ออกแน่ ...ทำไมพ่อถึงไปทำการค้ากับไอ้คนประวัติด่างพร้อยคนนี้ แค่อ้าปากก็เห็นสันดานทะลุลิ้นไก่ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ไม่แว้งกัดเข้าสักวันก็ปาฏิหาริย์เกินไปล่ะ

พ่อเป็นหนี้เท่าไหร่กันแน่นะ ถึงได้จนตรอกจนต้องลากมิสเตอร์ลาฟมาร่วมหุ้นด้วย

ฮันซองคิดถึงสวัสดิภาพของกลุ่มบริษัทตัวเองอย่างหวั่นวิตก สามปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีการโกงภายในเกิดขึ้น ซ้ำพ่อยังเสียท่าให้ผู้ร่วมหุ่นที่รวมหัวกันเป็นกลุ่มใหญ่มาโจมตีจนต้องเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก แม้คนภายนอกจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่ก็คงพอจะคาดเดาได้อยู่บ้างว่าภายในชินฮวาซองฮานั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปมากเอาการ

เพื่อชื่อเสียงและหน้าตา นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อตัดสินใจเอาเงินของมิสเตอร์ลาฟมาเยียวยาบริษัท

“ถ้าไม่ระวังให้ดีมีหวังกลายเป็นเหยื่อให้อินทรีดำมันฉกกินไม่เหลือซากแน่” ร่างบางพึมพำพลางกวาดเอกสารกลับเข้าซองตามเดิม ยังไงเสียตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ สัญญาก็ทำกันไปแล้ว บางทีเขาอาจระแวงเกินไปก็ได้

เหอะ ตอนนี้มีแฮอินกลับมาช่วยงานแล้ว คนฉลาดอย่างหมอนั่นคงไม่ทำให้พ่อผิดหวังหรอก

คิดได้อย่างนั้นฮันซองก็แผ่ร่างลงนอน จะมัวเอาสมองมาคิดทำไมให้เสียเวลาในเมื่อมีคนอื่นคอยคิดอยู่แล้ว หน้าที่เขามีแค่ไหนก็ทำไปแค่นั้นแหละ ต่อให้พยายามสอดปากเสนอหน้าพ่อก็ไม่สนใจจะฟังอยู่ดี

โง่ชะมัด จะทุ่มเทไปทำไมนักหนาล่ะลีฮันซอง ต่อให้บริษัทนี้มันล้มละลายจริงนายก็ไม่เห็นจะต้องแคร์สักนิด

 

หลังจากที่ล้มตัวลงนอน ความเงียบก็โรยตัวลงมาภายในห้อง เงาทะมึนทาบทับลงมาเชื่องช้าบ่งบอกถึงเมฆฝนที่เริ่มก่อตัว ความเย็นสบายของลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ฮันซองนึกอยากจะงีบสักตื่น

เมื่อเลิกคิดเรื่องงาน ในหัวก็ปลอดโปร่ง ทว่าเพียงไม่นาน เรื่องอื่นที่ถูกเจ้าตัวจงใจเอางานมากลบทับก็ไหลทะลักกลับเข้ามาแทบจะทันทีราวกับเป็นสายน้ำที่ถูกแผงกันเขื่อนยกออกไป

“เป็นไปไม่ได้” เสียงหวานครางเจ็บปวด ฮันซองซุกหน้าลงกับหมอนอย่างต้องการซ่อนความอ่อนแอ บนโลกนี้มีคนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาหวั่นไหวได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวจริงหรือเป็นเพียงภาพในความฝัน มีแต่อเล็กซ์เท่านั้นที่ทำให้ลีฮันซองควบคุมอารมณ์ไม่ได้

หากวันนั้นไม่ใช่ภาพในจินตนาการ เขาจะทำอย่างไร

เป็นไปไม่ได้ เขาย้ำกับตัวเองอีกครั้ง อเล็กซ์หายไปสองปีจู่ๆ จะกลับมาปรากฏตัวตรงหน้าเขาได้ยังไงกัน แม้ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันพวกเขาจะสนิทสนมแนบกายกันแต่ก็ไม่เคยมีใครถามถึงเรื่องส่วนตัวอีกฝ่าย ไม่ว่าจะบ้านหรือครอบครัว แต่หากอเล็กซ์ต้องการเจอเขาหลังอุบัติเหตุจริงๆ อาศัยแค่ข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์ฝ่ายนั้นก็น่าจะรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร และจะหาเขาเจอได้ที่ไหน ไม่มีทางที่จะเงียบหายไปถึงสองปีอย่างนี้แน่

แต่ถ้าไม่ใช่อเล็กซ์ แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร สัมผัสที่ได้จับต้องมันทำให้ฮันซองเริ่มแน่ใจว่าคนในคืนนั้นไม่ใช่ภาพเพ้อฝัน แล้วยังเรื่องห้องพักในโรงแรมที่เขาฟื้นขึ้นมาอีก คนสุดท้ายที่เห็นก่อนเขาจะหลับไปคือคนคนนั้นไม่ผิดแน่

หรือสองปีที่หายไป อเล็กซ์จะมีความจำเป็นจริงๆ ที่ไม่สามารถติดต่อกับเขาได้

จะมีความเป็นไปได้ไหม ที่คนในคืนนั้นจะเป็นอเล็กซ์

ยิ่งคิดก็ยิ่งคาดหวัง อยากจะหาคำตอบแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
 

 

 

 

อาหารเย็นจบไปได้สิบนาทีแล้วตอนที่ฮันซองเดินลงมายังห้องรับแขกชั้นล่าง เขาได้ยินเสียงพ่อกำลังเอ่ยกลั้วหัวเราะถึงนิสัยของลีแฮอิน มีเสียงของชองอาแทรกเป็นระยะว่าลูกชายคนเล็กนั้นมีความสามารถเพียงใดและเสียงของแขกอีกคนเอ่ยคำชมตอบกลับไป

เสียงพูดคุยเหล่านั้นคล้ายกับเป็นเข็มแหลมคมที่มองไม่เห็นทิ่มแทงลงกลางใจคนที่ยืนฟังอยู่นับร้อยเล่ม ครอบครัวที่ดูอบอุ่นดีโดยไม่จำเป็นต้องมีเขาคนนี้มันสร้างบาดแผลเพิ่มบนร่างกายจนนับไม่ถ้วน ชองอาไม่เคยชอบเขามาตั้งแต่เธอแต่งงานกับพ่อแล้ว และยิ่งเกลียดเขาตั้งแต่เกิดเรื่องกับยูกึน ทว่าเธอกลับยินดีอ้าแขนรับลีแฮอินเข้ามาในบ้านอย่างเต็มใจ เลี้ยงดูแฮอินแทนที่ของยูกึนโดยไม่มีเขาอยู่ในสายตา พ่อเองก็ภูมิใจนักหนากับลูกชายคนเล็กที่ไม่เคยก่อเรื่องเลยคนนี้ ในขณะที่ไม่ว่าเขาจะดีแสนดี หรือเลวแสนเลวเพียงใด บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยมีพื้นที่ให้กับเขามาตั้งแต่แรกแล้ว

ก่อนที่เขาจะเกิด ก่อนที่แม่จะตาย พ่อเคยรักแม่บ้างไหม ฮันซองสงสัยมาตลอด หากแม่เป็นที่รักของพ่อ ลูกที่เกิดมาย่อมต้องเป็นที่รักด้วย แต่ก็อย่างที่เห็น ทั้งเขาและแม่คงเป็นแค่ตัวเกะกะของพ่อเท่านั้น การแต่งงานของพ่อและแม่คงเป็นเรื่องของธุรกิจที่ไม่มีทางเลือกอื่น

“คุณหนูฮันซองคะ คุณมูฮยอนมารับแล้วค่ะ” เสียงสาวใช้ดึงให้ดวงตาสีนิลละจากภาพเบื้องหน้าตอนนี้เองที่เขาเพิ่งได้ยินเสียงรถอันคุ้นเคยดังแว่วมาจากหน้าบ้าน ทว่าหมุนตัวเดินไปได้แค่สามก้าวก็ถูกร่างสูงในชุดสูทสีดำก้าวเข้ามายืนขวาง

“ถอยไปชุนยัง ไม่เห็นหรือไงว่าฉันจะออกไปกับใคร”

“แต่คุณท่านยังไม่ทราบว่าคุณหนูจะออกไปข้างนอกนะครับ”

“ไม่ทราบนายก็ไปบอกสิ หน้าที่ของนายไม่เกี่ยวกับฉัน ถอยไป!”

“ไม่ได้ครับ”

“เอ๊ะ นายนี่ยังไงนะ! จะถอยไปดีๆ หรือจะให้...”

“พี่ฮันซองจะออกไปข้างนอกเหรอครับ?” เสียงแหบแต่ไม่แห้งที่ดังอยู่เบื้องหลังทำให้กำปั้นที่กำลังจะง้างขึ้นตกลงข้างตัว ดวงหน้าสวยสะบัดไปมองคนตัวเล็กกว่า

สายตาที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องของนายไม่ได้ทำให้ลีแฮอินเกรงกลัวแต่อย่างใด ซ้ำเจ้าตัวยังแจกยิ้มใสซื่อให้คนเป็นพี่ชายยามเอ่ย “ผมก็ว่าจะออกไปเหมือนกัน ถ้ายังไงให้ผมติดรถพวกพี่ออกไปด้วยได้ไหมครับ?”

“ไม่ได้” ตอบแทบไม่ต้องคิด แต่แล้วฮันซองก็ต้องกัดฟันแน่นเมื่อโดนคำพูดอีกฝ่ายโต้กลับมาทันทีเช่นกัน

“คุณพ่อบอกให้ผมมาตามพี่ไปที่ห้องรับแขก แต่พอดีผมบอกท่านว่านัดกับพี่ฮันซองไว้ว่าจะไปข้างนอกด้วยกัน ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรด้วยสิ จะเอายังไงล่ะครับพี่ฮันซอง?”

ไม่ได้อยากจะเป็นหนี้บุญคุณใคร โดยเฉพาะคนตรงหน้านี้ แต่ดูเหมือนทางเลือกเขาจะมีแค่ทางเดียว ฮันซองไม่ได้ตอบรับหรือพยักหน้า เขาเพียงแต่เดินนำออกไปโดยมีร่างเล็กกว่าหันไปพูดกับชุนยังก่อนจะเดินตามเขาออกมา

มูฮยอนเลิกคิ้วสูงเมื่อเห็นเพื่อนเดินมาพร้อมกับน้องชาย

“แฮอินจะไปด้วยเหรอ?”

“ถามเองสิ” ร่างบางขมวดคิ้วยุ่งยามหย่อนตัวเองลงนั่งเบาะข้างคนขับ มือคว้าสายรัดมาคาดแล้วก็กอดอกนิ่งไม่พูดอะไรอีก มูฮยอนจึงเปลี่ยนทิศทางชะโงกหน้าไปหาร่างเล็กที่เบาะหลัง

“สวัสดีครับแฮอิน” เมื่ออีกฝ่ายทักทายกลับเขาก็ยิงคำถามทันที “แฮอินจะไปด้วยกันเหรอครับ?”

“ผมไม่กล้ารบกวนพวกพี่หรอกครับ แค่อยากจะขอติดรถไปลงแถวสถานีอับกูจองเท่านั้นเอง รบกวนพี่มูฮยอนด้วยนะครับ”

“อ๋อ ได้สิ แค่นี้เองไม่ถึงกับรบกวนหรอก เนอะฮันซอง” เสียง ‘เหอะ’ ตอบรับคำว่าเนอะของมูฮยอนทำเอาชายหนุ่มต้องรีบกลบเกลื่อนบรรยากาศมาคุออกสตาร์ทรถรวดเร็ว

บรรยากาศภายในรถเหมือนจะถูกเครื่องดูดสูบเอาออกซิเจนออกไปจนหมด หรืออาจเป็นเพราะมูฮยอนกลั้นลมหายใจอยู่เป็นระยะด้วยรับรู้ถึงความกดดันที่สองพี่น้องมีต่อกัน คนข้างตัวนี่เขาชวนคุยอะไรไปกลับตอบมาไม่เกินสามคำส่วนคนที่เบาะหลังก็ตอบคำถามเขาร่าเริงคนละอารมณ์สุดขั้ว พอเขาหมดมุขจะขุดมาคุยก็เหลือแต่ความเงียบชวนอึดอัด อยากจะร้องยินดีนักตอนขับมาถึงสถานีอับกูจองในที่สุด

“ขอบคุณครับ” ร่างเล็กยืนก้มหัวให้อย่างมีมารยาท มูฮยอนรับคำแล้วโบกมือพลางยิ้มว่าไม่เป็นไรผ่านทางช่องหน้าต่างฝั่งร่างบางที่ยังคงนั่งหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์

“พี่ฮันซองครับ” อ้าก ยังจะชวนคุยอะไรกันอีก มูฮยอนเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นดวงหน้าสวยสะบัดไปหาคนเรียก “มีอะไรอีก นายจะไปไหนก็ไปสิ”

คนถูกไล่ยิ้มตาหยี “ผมไปอยู่แล้วล่ะครับ ผมแค่จะบอกพี่ว่าผมจะรอกลับไปที่บ้านพร้อมกันที่นี่ พี่ฮันซองพอจะบอกได้ไหมว่าจะมากี่โมง”

“ไม่รู้ ไม่ต้องรอ ฉันไม่สนว่าพ่อจะว่าทีหลังหรืออะไรก็ตามแต่”

คำพูดตัดรอนไม่ทำให้คนยิ้มเปลี่ยนสีหน้าแต่อย่างใด “เอาเป็นว่าผมจะรอก็แล้วกัน ผมจะไม่กลับบ้านจนกว่าพี่ฮันซองจะมาหาผมที่นี่ ตามนี้นะครับ”

เสียงเลื่อนปิดหน้าต่างตัดจบประโยคเพียงแค่นั้น ฮันซองไม่หันไปมองร่างเล็กที่ยืนอยู่ริมฟุตบาทขณะที่ตัวรถออกวิ่งอีกครั้ง มูฮยอนลอบมองสีหน้าเพื่อนแล้วถอนหายใจเบา

“น้องนายก็ไม่ได้ร้ายอะไรสักหน่อย คุยกันดีๆ ก็ได้นี่นา”

“เลิกพูดถึงหมอนั่นได้ไหม นายอยู่ข้างฉันหรือลีแฮอิน มูฮยอน” เจอคนสวยจิกตาแล้วร่างสูงก็ยอมสิโรราบ “คร้าบ มูฮยอนคนนี้ก็ต้องอยู่ข้างลีฮันซองอยู่แล้วสิ”

ตอนที่รถติดกลางสี่แยก มูฮยอนเท้าศอกลงกับขอบหน้าต่างขณะที่อีกมือก็เกี่ยวพวงมาลัยไว้หลวมๆ ยามเจ้าตัวเอียงหน้ามองเสี้ยวหน้าคนข้างตัว สายตาเหม่อลอยจ้องมองออกไปด้านนอกนั้นเหมือนคนกำลังคิดวกวนเรื่องอะไรอยู่ในใจ ซึ่งเขาแน่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของน้องชายแน่ๆ เป็นอาทิตย์มาแล้วที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ว่าอะไรทำให้ฮันซองเป็นอย่างนี้

ช่วงเวลาทุ่มกว่าๆ ทำให้กว่าจะฝ่ารถติดมาได้ก็เอาการอยู่ แต่ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงกังนัม มูฮยอนเลี้ยวรถจอดหน้าผับหรูหราร้านหนึ่ง เขาบอกให้ฮันซองเข้าไปก่อนโดยที่รู้กันว่าหากพวกเขาเข้าผับแห่งนี้จะมีพนักงานนำทางไปถึงโต๊ะที่จองไว้อย่างรู้หน้าที่

ฮันซองที่เบื่อโลกในบ้านมาร่วมอาทิตย์รู้สึกสดชื่นทันทีที่ได้ออกมาเจอแสงสี เขาเดินลิ่วเข้าหาเคาน์เตอร์ก่อนอย่างไม่แยแสพนักงานที่พอเห็นลูกค้าวีไอพีก็ตรงปรี่จะมาพาไปที่โต๊ะ ฮันซองทักทายเจ้าของผับซึ่งเป็นเพื่อนของมูฮยอนผู้เจนจัดโลกยามราตรีไปเสียทุกที่ที่เคาน์เตอร์นั้นเอง จัดการเปิดแก้วแรกของวันด้วยการตบวอดก้าหนึ่งช็อตถึงจะยอมเดินตามพนักงานไปยังโต๊ะที่จองไว้

คนตัวสูงเด่นที่นั่งอยู่ก่อนแล้วโดยมีสาวสวยขนาบทั้งสองข้างเงยหน้ามายิ้มตาหยีทักทายร่างบางที่เพิ่งมาถึง

“โอ้ว~ พี่ฮันซอง โย่ว!~”

“เออ โย่ว” คนหน้าตาดีกว่าผู้หญิงสองคนบนโซฟาเพยิดหน้าทักทายกลับไปทีหนึ่ง เมื่อทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างแล้วรุ่นน้องก็เขยิบเบียดมาใกล้ จับหญิงสาวตัวเล็กลอยหวือมานั่งบนตักแทน แล้วค่อยยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบข้างใบหน้าเนียนสวย “พี่ฮันซอง วันก่อนขอโทษทีนะ มันเป็นยาตัวใหม่อ่ะ” ประกบสองมือส่งสายตาน่าสงสาร

“ทีหลังก็ลองเองก่อนค่อยเอามาขาย เรื่องเงินฉันโอนให้แล้ว” ริมฝีปากบางแตะลงกับขอบแก้วบรรจุน้ำสีอำพัน สายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนสนิทกำลังเดินเข้ามา “แล้วหุบปากให้สนิทอย่าให้มูฮยอนรู้ด้วยล่ะ”

“ครับผม ไม่มีเล็ดรอดแม้แต่คำเดียว”

“คุยอะไรกันน่าสงสัย บอกมานะซองจิน” มูฮยอนเค้นถามทันทีกับท่าทางสนิทสนมของคนทั้งสอง เขาทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับฮันซอง แต่ไม่วายเอื้อมมือไปฉุดข้อมือขาวให้ลุกมานั่งฝั่งเดียวกัน คนถูกเค้นคำถามยิ้มเกลื่อนแสร้งทำหน้าเหรอหรา

“ลีซองจิน” ถูกเรียกชื่อเต็มอย่างนี้จะหนีไปไหนได้ล่ะ

“โธ่ พี่มูฮยอนนี่รู้ทันตลอด ผมก็แค่แอบถามว่าพี่ฮันซองสนใจสาวๆ สักคนมานั่งด้วยไหมเท่านั้นเอง” แม้จะเป็นคำเท็จแต่ก็สร้างกระแสเย็นจากชายหนุ่มได้ไม่ยาก

“ไม่ต้องมาเสนออะไรทำนองนี้ให้ฮันซองเลย ฉันบอกนายแล้วไงว่าอย่ายุ่งกับฮันซองโดยไม่ผ่านฉัน ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยอะไรก็ตาม”

“เวอร์ไปแล้วน่ามูฮยอน” ร่างบางกดเสียงปราม สายตาของสองสาวที่มองมาทางเขาเหมือนจะแอบยิ้ม ไม่พ้นคงเห็นเขาเป็นลูกแหง่ของมูฮยอนแน่ๆ และเขาก็ไม่ชอบให้ใครมองเขาแบบนี้เสียด้วย

มูฮยอนรับรู้ถึงปฏิกิริยานั้นของฮันซองจึงยอมปัดเรื่องของซองจินทิ้งไป แล้วหันไปสั่งเครื่องดื่มของตนเองบ้าง

“เออใช่ พี่มูฮยอนรู้หรือเปล่าว่าที่ดินที่พี่ให้ผมไปดูล่าสุดน่ะ มันเป็นของใคร” ลีซองจินที่ทำการค้าใต้ดินผิดกฎหมายควบลูกน้องของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังเอ่ยถามผู้ว่าจ้างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดผิดนิสัย

“ของใคร?”

“ของฮันโฮจูยองน่ะสิ!” เด็กหนุ่มดีดนิ้วเปาะแล้วชูสามนิ้ว “เนี่ยนะ ผมอุตส่าห์ไปต่อรองขึ้นราคาตั้งสามเท่า แต่ไอ้คุณลุงดันบอกว่าต่อให้สักสิบเท่าก็ไม่ขาย บอกว่าถ้าอยากได้ก็ไปเจรจากับท่านรองประธานโคเอาเอง แล้วก็ยัดนามบัตรนี่มาให้” นามบัตรสีขาวเรียบหรูถูกเรียวนิ้วที่สวมแหวนเงินตามสไตล์วัยรุ่นฮิปฮอปยื่นส่งให้คนฟัง

ฮันซองชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เพราะรู้ว่าเรื่องที่คุยกันอยู่นั้นเป็นงานที่พ่อเขาสั่งให้บริษัทของมูฮยอนไปจัดการ รู้สึกว่าที่ดินที่พ่อเขาต้องการนี้จะเป็นที่ดินในย่านหรูอับกูจอง ซ้ำยังเป็นที่ดินที่เป็นตึกอพาร์ทเม้นท์ด้วย ถ้าหากจะซื้อที่ดินนี้ก็ต้องไล่คนที่อาศัยออกไปด้วย ถ้าใจไม่แข็งพอทำไม่ได้หรอก ...ไม่สิ ถ้าไม่ใช่ลีซูโรก็คงทำไม่ได้

“เป็นไปได้ยังไง ฉันตรวจสอบมาแล้วว่าเจ้าของที่ดินคือตาลุงนั่นไม่ใช่เหรอ อยู่ดีๆ จะเป็นของฮันโฮจูยองได้ยังไง” เสียงทุ้มว่าพลางไล่สายตามองนามบัตรในมือ ตราบริษัทตรงมุมซ้ายบอกชัดว่าเป็นฮันโฮจูยองไม่ผิดแน่ เมื่อเลื่อนลงมองชื่อเจ้าของนามบัตรเรียวคิ้วก็กดยุ่ง

“โคซึงกิล...” ไม่ใช่เสียงของมูฮยอน แต่เป็นเสียงของฮันซองที่เอ่ยออกมา ทว่าเพียงแค่ได้ยินคนข้างตัวเอ่ยชื่อนั้น มือใหญ่ก็ทำทีเป็นดึงนามบัตรนั้นเก็บลงกระเป๋าเสื้อ แล้วว่าต่อ “ถ้าคิดไม่ผิด ฮันโฮจูยองน่าจะทำเรื่องซื้อที่ดินต่อจากลุงนั่นหลังเราไปเจรจาครั้งแรก ความจริงแล้วที่ดินนี้ก็ไม่ได้น่าสนใจอะไรมากมาย แถมยังติดชำระหนี้กับธนาคารอีกต่างหาก ทำไมฮันโฮจูยองต้องรีบตัดหน้าด้วย ...ลุงนั่นบอกหรือเปล่าว่าพวกนั้นจะเอาที่ดินไปทำอะไร”

ซองจินส่ายหน้าดิ๊ก “ไม่ทำอะไร”

“หมายความว่าไง”

“ก็ไม่ทำอะไรเลยน่ะสิ ซื้อมาเฉยๆ ลุงนั่นยังพึมพำให้ผมได้ยินอีกด้วยว่า ขอบคุณคุณชายซึงกิลที่มาช่วยชีวิตคนแก่ๆ อย่างลุง”

มูฮยอนยิ่งขมวดคิ้วหนัก ที่ดินที่ใกล้จะถูกยึดอยู่แล้วด้วยการกดดันจากหลายฝ่ายที่เขาไปเจรจาไว้ อยู่ๆ ก็มีคนมาจัดการเคลียร์หนี้ให้ซ้ำยังซื้อตัดหน้าไปอีก ถ้าอีกฝ่ายไม่หวังผลกับที่ดินจะมาทำเรื่องอย่างนี้ทำไม แล้วคนที่มาจัดการยังเป็นโคซึงกิลที่เพิ่งกลับมาเกาหลีได้ไม่กี่อาทิตย์เสียอีก มีแผนอะไรหรือไงกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากรู้ แต่ก่อนจะคิดไปว่าอีกฝ่ายจะเอาที่ดินไปทำอะไร เขาคงต้องรีบหาทางแก้หน้ากับลีซูโรให้ได้ก่อน

ฮันซองที่ไม่อยากจะได้ยินเรื่องธุรกิจในบ้านตัวเองนั้นปัดเรื่องที่ร่างสูงสองคนคุยกันทิ้งไปตั้งนานแล้ว เขาจัดการซัดเหล้าชั้นดีแก้วที่สี่อย่างสบายอารมณ์ อุตส่าห์ออกมานอกบ้านทั้งทีจะมัวสนใจเรื่องงานอีกทำไมให้เสียบรรยากาศ ศีรษะเล็กที่ถูกล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนโยกนิดๆ คลอไปกับเสียงดนตรี ริมฝีปากสีสดจิบน้ำราคาแพงเป็นระยะ ดวงตากลมโตไม่จับจุดอยู่ที่ใด ยิ่งขับให้ดวงหน้าที่ติดจะแดงนิดๆ ด้วยแอลกอฮอล์นั้นดูเย้ายวนภายใต้แสงสีมึนมัวมากขึ้นไปอีกหลายเท่า ไม่ว่าใครที่เห็นร่างบางก็พาลจะละสายตาไม่ได้กันทั้งนั้น

เผลอแป็บเดียวมูฮยอนก็เริ่มจะนับแก้วของคนข้างตัวไม่ถูกเสียแล้ว

“ฮันซองพอแล้ว ฉันยังต้องส่งนายกลับบ้านอีกนะ เดี๋ยวพ่อนายก็ฆ่าฉันพอดี”

“ม่ายหรอกน่า~” คนสวยปัดมือใหญ่ให้พ้นทางวุ่นวาย “ซองจิน นายดื่มอะไรอยู่ หืมมม?” ลากเสียงยาว ทำท่าจะเอื้อมมือออกไปคว้าแก้วใบจิ๋วจากมือเด็กหนุ่ม แต่ถูกคนข้างตัวล็อคเอวกลับมานั่งตามเดิม “มูฮยอนอย่าขัดใจได้ไหม ฉันจะดื่มไอ้ที่ซองจินดื่ม จะเอาแบบนั้น!~”

“เมาแล้วนายน่ะ พอเถอะ” ว่าพลางจ้องตาดุเด็กกวนประสาทที่ทำท่ายกแก้วดื่มด้วยสีหน้าสุขสมจงใจให้คนที่อยู่ในสภาวะแอลกอฮอล์ลิซึ่มได้เห็นชัดถนัดตา เสียงหวานโวยวายหนักกว่าเดิมพาเอาเด็กแร็พหัวเราะก๊าก มูฮยอนนึกอยากจะถีบไอ้คนหัวเราะสักทีสองทีแต่ก็ทำไม่ได้ ได้แต่คาดโทษทดไว้ในใจเท่านั้น

ความสนุกของซองจินมาถึงในที่สุดเมื่อเห็นร่างบางของคนสวยคว้าหน้าหล่อๆ ของมูฮยอนเข้ามาใกล้แล้วประกบจูบเน้นๆ ไม่มีเซนเซอร์ ก่อนทอดเสียงอ่อนเป็นการอ้อน “น้า~ ให้ฉันดื่มอีกแก้วนะมูฮยอน แก้วเดียวแล้วหยุดเลย นะนะ”

เป็นแบบนี้ทีไร พี่มูฮยอนก็แพ้ราบคาบทุกทีนั่นแหละ ฮ่าๆ !

“แก้วเดียวแล้วพอเลยนะ”

“อื้อๆ แก้วเดียวๆ ”

มูฮยอนหันไปสั่งพนักงานอย่างยอมแพ้ ก่อนหันไปชี้หน้าคนที่ยังหัวเราะกุมท้องไม่หยุด การที่เห็นคิมมูฮยอนไม่สนใจใครแต่กลับอ่อนให้ลีฮันซองเพียงคนเดียวนี่มันเป็นภาพที่ให้ความรื่นรมย์แก่ลีซองจินนักแล

จบการดื่มแบบรวดเดียวไม่เหลือสักหยด คนสวยก็แทบจะอ่อนปวกเปียกไปทั้งตัว แต่ก็ไม่ถึงกับควบคุมตัวเองไม่ได้เลย “อ๊า!~ อร่อย!!!”

“อีกแก้วมะพี่ฮันซอง”

“เดี๋ยวถีบให้ เงียบๆ ไปเลยแก”

มูฮยอนตั้งท่าจะลุกไปถีบจริงๆ แต่แรงสั่นในกระเป๋ากางเกงก็หยุดให้ร่างสูงต้องล้วงโทรศัพท์ออกมาดู ก่อนขมวดคิ้วยุ่งเมื่อเห็นว่าเป็นสายของคนที่เขาไม่ควรจะละเลย “เดี๋ยวฉันมา นายอย่าเอาอะไรให้ฮันซองดื่มอีกนะ ไม่งั้นเจอดีแน่” หันไปสั่งเด็กหนุ่มแล้วก็จับคนตัวเล็กให้นั่งดีๆ “ฮันซอง เดี๋ยวฉันมา รออยู่นี่นะ”

“อืม” พยักหน้าคางชิดอกแล้วค่อยทิ้งน้ำหนักเอนไปตามพนักพิง ทว่าลับหลังแผ่นหลังมูฮยอนหายไปได้ไม่นาน คนสวยก็เด้งตัวลุกขึ้นยืน ทำเอาซองจินที่กำลังหงุงหงิงกับสาวๆ สะดุ้งเฮือกตกใจ รีบร้องถามงงๆ

“พี่ฮันซองจะไปไหนครับ?” ถึงจะรักสนุกแต่ลีซองจินก็รักตัวกลัวตายนะครับ เกิดพี่ฮันซองเป็นอะไรขึ้นมาเขาได้ตายคาตีนพี่มูฮยอนแน่นอนไม่เหลือซากให้ได้รำลึก

“ไปห้องน้ำ เดี๋ยวมา” เดินเอียงๆ ไปได้สองก้าวก็หันไปยกมือกางห้านิ้ว “ไม่ต้องตามมา อึก...ฉันจะไปคนเดียว รออยู่นี่แหละ ...เอ๊ะ ก็บอกว่าไม่ต้องตามมาไงล๊าาาาา~~~” ก่อนที่คนสวยจะผันเสียงสูงไปมากกว่านั้นจนคนหันมาสนใจ ซองจินก็ยอมล่าถอยแล้วบอกกำชับให้ร่างบางรีบไปรีบมาหากจะเห็นหัวน้องสำคัญอยู่บ้าง

เสียงเพลงอึงๆ ทำเอาฮันซองยิ่งเดินเอียงหนักด้วยน้ำในหูอยู่ดีๆ ก็ไม่เท่ากันเสียอย่างนั้น มือขาวปัดป่ายไปทั่วทั้งคนทั้งโต๊ะ อะไรก็ตามที่ขวางทางเป็นโดนผลักหมด กระทั่งมาถึงห้องน้ำกวาดตามองเห็นคนยืนเต็มซองก็หมุนตัวยัดตัวเองเข้าห้องแคบๆ ไปด้วยสภาพน่ากลัวว่าหัวจะทิ่ม ฮันซองจัดการตัวเองเสร็จก็เดินเป๋ไปยังอ่างล้างหน้า

“สวัสดีครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นตอนที่มือเพิ่งจะรองน้ำเย็นลูบหน้า ดังนั้นสภาพที่คนสวยเงยหน้าขึ้นมาจึงเต็มไปด้วยหยดน้ำเกาะพราว

ทั้งๆ ที่หน้าชื้นไปด้วยน้ำจนแทบจะหยดติ๋งๆ แต่ฮันซองก็ไม่สนใจจะเช็ดมัน ภาพบูดเบี้ยวที่เกิดจากแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดเพิ่มขึ้น และน้ำที่เกาะเต็มขนตาทำให้สมองเหมือนจะหยุดทำงานชั่วขณะ เขาได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่ผ้าเช็ดหน้าหอมกลิ่นโคโลญจ์จะแนบลงบนใบหน้าของเขา ...จนทั่ว

“เอาแต่จ้องอย่างนี้ผมก็เขินแย่สิครับ”

“นายเป็นใคร” เสียงที่ถามออกไปนั้นเบาแสนเบา แต่ดูเหมือนจะทำให้คนตรงหน้ายิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกคนยอมส่งเสียงหวานๆ พูดด้วยแล้ว

“ผมโคซึงกิล แล้วคุณล่ะครับ?” ถึงจะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นก็หวังจะให้คนสวยแนะนำตัวเองตอบกลับมา

“ลีฮันซอง”

“ครับ ฮันซอง ยินดีที่ได้รู้จักครับ แต่เอ่อ...เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่าไหมครับ” ในห้องน้ำมีคนเดินเข้าเดินออกเป็นระยะ และการที่ผู้ชายสองคนมายืนจ้องหน้าจ้องตาคุยกันอย่างนี้ก็เป็นจุดสนใจมากเกินไป ซึงกิลเพียงแค่หวังจะได้ออกไปคุยกับคนสวยอีกสักนาทีก็ยังดี แต่กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายทำเอาเขาเหวอไปเมื่อได้ฟังประโยคต่อมาเสียนี่

“ไปคุยที่อื่นได้ไหม...”

“เอ๊ะ?”

“...ที่ที่มีแต่เรา”

เมาหรือไงไม่รู้ รู้แต่ถ้าปล่อยโอกาสนี้ไป โคซึงกิลจะกลายเป็นผู้ชายที่โคตรโง่ที่สุดในโลก

 

********************

TBC

 

Up