Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 03

 

 

“...ช่วงนี้ฉันอาจจะไม่ค่อยว่างนะ พ่อฉันไปดูงานที่เนเธอร์แลนด์เลยต้องมาคุมบริษัทแทน จะว่าไปแล้วน้องนายจะกลับมาวันนี้ใช่ไหม? ฉันอาจต้องคุยกับน้องนายด้วยเรื่องหุ้นส่วนใหม่ เฮ้อ เกิดเป็นน้องนายนี่ก็ดีเนอะ เรียนจบปุ๊บก็ได้รับตำแหน่งคุมสาขาตั้งสองแห่ง ...ฮันซอง ฟังอยู่หรือเปล่า?”

ดวงตาคมหรี่จ้องคนตัวเล็กบนเตียงที่นอนพิงหมอนเหยียดขายาว มือก็กอดอกยกข้างหนึ่งขึ้นแทะเล็บเล่นเป็นนิสัย ใบหน้าสวยเอาแต่เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง คาดว่าคงเหม่อลอยมาได้พักใหญ่แล้วถึงไม่ตอบอะไรกลับมาเลย

มูฮยอนดันจานเค้กชอกโกแลตน่าทานไปใกล้จนครีมขาวๆ แตะปลายจมูกโด่งรั้น

“อ่ะ...อะไร?”

“โทรไปบ่นว่าอยากกินเค้ก ฉันก็อุตส่าห์เอาเวลาพักเที่ยงอันแสนมีค่ามาประเคนให้ถึงบ้านยังจะไม่สนใจกันอีก”

นิ้วขาวปาดครีมหวานบนจมูกมาเลีย ก่อนรับจานเค้กมาจากมือเพื่อน

“โทษที คิดอะไรเพลินๆ น่ะ”

มูฮยอนขมวดคิ้วทำสายตาจับผิด แม้เพื่อนจะทำเป็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วตักเค้กทานแก้มตุ้ย ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดแปลกไปจากสายตาของเขาได้

“เดี๋ยวนี้นายเหม่อลอยบ่อยจังนะ มีอะไรหรือเปล่า?”

“ไม่นี่ ทุกอย่างปกติดี”

“เป็นเพราะน้องนายจะกลับมาวันนี้หรือไง?”

“นั่นสินะ...คงอย่างนั้น”

คำตอบของฮันซองไม่ได้ทำให้ความสงสัยของมูฮยอนลดลงเลย ร่างสูงหยุดคำถามไว้เพียงเท่านั้นเพราะรู้ว่าถามไปก็ไม่ได้คำตอบ ขณะที่สายตายังคงมองคนตรงหน้าทานขนมเค้ก ในหัวกลับคิดเรื่องเมื่อสามวันก่อน ตั้งแต่งานเลี้ยงคราวนั้นฮันซองก็ดูจะเหม่อลอยผิดปกติตั้งแต่ตอนนั้น เรื่องมิสเตอร์ลาฟเขาก็พอจะรู้มาบ้างจากการคาดคั้นเอาคำตอบว่ามันไม่ใช่แค่การเจรจาธรรมดา ฮันซองยอมบอกแล้วว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าสัมผัสน่าขยะแขยงจากชาวเยอรมันคนนั้น ที่มากเกินไปก็คงเป็นการที่ฮันซองต้องใช้ปากสนองตัณหาให้คู่ค้าทางธุรกิจคนนั้น ถึงจะทำใจไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้เขาก็ยังโกรธมากอยู่ดี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ กับลีซูโรแล้วเขาก็เป็นแค่เศษฝุ่นในสายตาผู้ชายคนนั้น ไม่มีอำนาจพอจะต่อกรด้วยอันที่จริงที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ที่เขาได้ใกล้ชิดกับฮันซองมากกว่าใครก็นับว่าดีที่สุดแล้ว

ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องมิสเตอร์ลาฟ แล้วมันเรื่องอะไรกันที่ทำให้ฮันซองเป็นอย่างนี้ เรื่องของลีแฮอินแน่น่ะหรือ? มูฮยอนไม่มั่นใจว่านั่นจะใช่ทั้งหมดที่ทำให้ฮันซองมีท่าทางแปลกไป

งานเลี้ยงวันนั้นเกิดอะไรขึ้นนอกเหนือจากเรื่องมิสเตอร์ลาฟหรือยังไง

ใครกันที่ทำให้นายหวั่นไหวได้ถึงขนาดนี้...

ฮันซอง นายมีอิทธิพลกับฉันมากถึงขนาดนี้เชียวนะ ช่วยรู้สึกตัวสักนิดไม่ได้หรือไงกัน

“มูฮยอน?” จู่ๆ ดวงหน้าคมก็ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นจนคนที่กำลังกินเค้กอยู่ต้องขยับจานหลบ รสชาติหวานลิ้นถูกเรียวลิ้นร้อนกวาดต้อนแย่งชิงไปจนหมด กว่าจะถูกปล่อยเป็นอิสระ รสชาติของเค้กที่ทานเข้าไปก็แทบจะไม่เหลือให้รับรู้แล้ว

“เค้กร้านนี้อร่อยดีนะ ไว้วันหลังจะซื้อมาฝากอีกแล้วกัน ...ฉันต้องกลับไปทำงานต่อแล้ว”

“อืม ขอบคุณนะ” มูฮยอนขยี้ผมเส้นเล็กเบาๆ ก่อนก้มลงหอมแก้มนุ่มแล้วจึงลุกขึ้นจากเตียง คว้าสูทที่พาดไว้ปลายเตียงขึ้นสวม “มีอะไรก็โทรหาฉันได้ตลอดนะ รู้ไหม”

“รู้แล้ว” คนถูกทำเหมือนเป็นเด็กยกมือโบกลาเพื่อนเมื่อบานประตูห้องนอนที่เป็นเหมือนห้องขังดีๆ ปิดลง เสียงถอนหายใจเบาก็ดังขึ้น

มือขาววางจานขนมเค้กลงบนโต๊ะข้างเตียง ชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างแล้วซุกหน้าลงไป

เขาลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้น้องชายของเขา ลีแฮอิน จะกลับมาจากอังกฤษ ทั้งที่เป็นเรื่องที่ไม่น่าลืมได้แท้ๆ อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยต่างหาก รวมถึงเรื่องของมิสเตอร์ลาฟคนนั้นด้วย ทั้งที่เขาถูกบังคับให้ใช้ปากช่วยจนความไคล้เปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าจนอยากจะอ้วก เหตุการณ์เลวร้ายที่ไม่น่าจะทำใจยอมรับได้กลับหายไปจากสมอง ทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยภาพเลือนรางของผู้ชายคนนั้น คนที่เขาคิดไม่ออกว่าสุดท้ายแล้วมันเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่

เช้าวันรุ่งขึ้นของวันงาน ฮันซองตื่นขึ้นมาในห้องพักห้องหนึ่งของโรงแรมที่จัดงาน เขาจำอะไรไม่ได้ว่าเข้าไปอยู่ในห้องนั้นได้ยังไง สอบถามจากพนักงานก็ไม่ระบุชื่อคนที่จองห้อง รู้แต่เพียงห้องนั้นจ่ายค่าเปิดห้องไว้เรียบร้อยแล้ว คงเป็นเรื่องของการรักษาข้อมูลลูกค้าที่เขาไม่สามารถทราบได้ ด้วยความที่ยังแฮงค์จากเมื่อคืนเขาจึงไม่ได้รบเร้าอะไรอีกแล้วกลับบ้านทั้งสภาพอย่างนั้น

แต่เมื่อมาลองคิดดูอีกครั้งแล้ว มันน่าแปลกที่ภาพในจินตนาการตอนที่ฤทธิ์ยามันออกนั้นดูสมจริงเกินไป สัมผัสบนฝ่ามือที่ได้ลูบคลำดวงหน้านั้นยังแทบจะรู้สึกได้ในตอนนี้ ดวงตาคมเข้มคู่นั้นที่จ้องมองมาก็ดูเปล่งประกายเหลือเกิน ช่วงเวลาที่ได้สบตา มันเหมือนฟิล์มที่ถูกกรอไปเริ่มต้นเรื่องราวใหม่อีกครั้ง

จะว่าเหมือนคนโง่ก็อาจจะใช่ ที่เขาอยากจะย้อนเวลาเหล่านั้นให้หวนกลับมาอีกครั้ง

ฮันซองยิ้มเฝื่อนออกมาเมื่อตะแคงศีรษะไปยังหน้าต่างที่แม้บานกระจกจะเปิดออกแต่กลับมีเหล็กดัดมาขวางกั้นแน่นหนา ม่านสีขาวพลิ้วไปตามแรงลมเบาๆ บนโต๊ะตรงนั้นมีกองเอกสารมากมายรอให้เขาจัดการ ชีวิตของฮันซองเป็นแบบนี้มาได้พักใหญ่แล้ว จริงอยู่ว่าเขาถูกจำกัดพื้นที่ในการใช้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ถึงกับถูกจับตามองทุกฝีก้าวอย่างในตอนนี้ หากจะออกไปข้างนอกก็ต้องมีคนติดตาม หรือไปกับมูฮยอนเท่านั้น อิสระของเขาที่เคยมีเล็กๆ น้อยๆ ถูกลิดรอนไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน

ปีที่เขาได้เจอกับใครคนหนึ่งที่เป็นเหมือนทุกสิ่งในชีวิตของเขา ฮันซองไม่เคยสนใจความรัก เขาเสเพลมาตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยม อะไรที่ไม่ดีเขาจะขอให้มูฮยอนสอนทุกอย่าง ทั้งเหล่าบุหรี่หรือแม้แต่ยา แน่นอนว่าต่อให้เขาเลวลงเหวมากแค่ไหนแต่หากยังเรียนจนจบได้และไม่สร้างปัญหาพ่อก็ไม่คิดจะสนใจต่อว่าอะไร ลีฮันซองจะอยู่ในสายตาของลีซูโรก็ต่อเมื่อชื่อของเขาไปปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์นั่นแหละ การทำให้ตระกูลต้องเสียหน้าถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับพ่อ และผลที่ตามมาก็คือการถูกลงโทษด้วยกำลัง ฮันซองจำได้ว่าครั้งหนึ่งช่วงมัธยมปีสามเขาถึงกับถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยสภาพหมดสติเลือดท่วมหัวหลังถูกทำโทษ

ชีวิตที่มืดหม่นมาตลอด มันเนิ่นนานจนฮันซองเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์มันเป็นยังไงกันแน่ เขาอยู่กับมันมาและชินกับมันจนแยกแยะไม่ได้ว่าอย่างไหนที่เรียกว่าทุกข์หรือไม่ทุกข์ เพราะเขาไม่เคยรู้จักสิ่งที่เรียกว่าความสุข หากนั่นจะไม่ได้เกิดจากการอัพยา ...ใครบางคนบอกว่ามนุษย์ไม่อาจทนอยู่กับความทุกข์ได้นาน หากไม่เป็นบ้าก็คงเสียสติ ในขณะที่เขาอยู่กับมันมาชั่วชีวิต ถ้าอย่างนั้นเขาก็คงไม่ใช่คนปกติเสียล่ะมั้ง เสพติดสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดจนเคยชิน หัวใจไม่เคยมีความรู้สึก ร่างกายเหมือนจะด้านชา ทั้งที่เป็นอย่างนั้นมาตลอด คิดว่าตัวตนนี้คงจมอยู่แต่ในบ่อโคลนที่เหนี่ยวรั้งไว้แน่นหนา กระทั่งใครบางคนก้าวเข้ามาในดินแดนของเขา ...ในความว่างเปล่า เงียบเหงา มืออบอุ่นคู่นั้นยื่นมาตรงหน้า ฉุดเขาให้ขึ้นมาพบกับโลกที่เขาไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความสุขที่ไม่คิดว่าจะได้พบเจอถาโถมเข้ามาจนรับแทบไม่ไหว

ความรักทำให้คนเป็นสุข มันเป็นอย่างนี้เองหรอกหรือ ครั้งแรกที่ฮันซองได้สัมผัสความรู้สึกนั้นเขาจำได้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ ใช่ เขายอมทิ้งทุกอย่างที่มีเพื่อแลกกับความสุขตรงหน้านี้ ไม่อยากสนใจอะไรบนโลกอีกแล้วนอกจากคนตรงหน้า แม้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันสิ้นโลก เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมือคู่นี้แม้สักวินาที

รักอย่างบ้าคลั่ง รักจนคิดว่าอาจจะตายได้ ...ใช่ อาจจะตายได้ และเขาก็อาจจะตายไปแล้วจริงๆ ก็ได้

สองปีก่อนเขาเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย การใช้ชีวิตของเขายังเป็นอิสระอยู่บ้าง ส่วนใหญ่แล้วพ่อเองก็ใช่จะชอบหน้าเขามากมายอะไรนัก และเขาเองก็โตเกินที่จะให้ใครมาบังคับ มันเป็นเพราะความเบื่อและความกดดันจากการเรียนปีสุดท้าย ดังนั้นพอจัดการเรื่องขอจบการศึกษาเสร็จเขาจึงตรงไปเมืองพยองชางทันที ไม่ได้คิดว่าจะอยู่กี่วันและไม่ได้บอกใครว่าจะไปที่ไหน ก็แค่เก็บเสื้อผ้าแล้วก็ขับรถออกไปเท่านั้น

อากาศต้นปีหนาวจัดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน หิมะตกหนักทุกวัน และรถของเขาก็เสียตอนที่ขับอยู่แถวลาดไหล่เขานั่นเอง อารมณ์เสียอยู่ร่วมชั่วโมง ติดแหง็กไปไหนไม่ได้ หนาวจนคิดว่าตายๆ ไปเลยก็ดี แล้วตอนนั้นเองที่มีรถอีกคันขับเข้ามาใกล้

นั่นเป็นตอนที่เขาได้รู้จักกับผู้ชายที่ชื่อ อเล็กซ์ ...ผู้ชายที่ทำให้เขาอยู่ที่พยองชางเกือบสองเดือนเต็ม

มันเหมือนกับการได้นั่งดูละครที่ทุกอย่างไม่ต้องการเหตุผล เพียงแค่อยากจะทำก็ทำ พวกเขาสองคนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครมาจากไหน สิ่งที่สำคัญมากกว่าคำพูดคือความรู้สึกที่สื่อถึงกัน สายตาที่จ้องมองกัน สัมผัสที่แตะต้องกัน แต่ละวันภายในบ้านไม้บนยอดเขาสูงนั้นมีแต่ความอบอุ่นหอมหวานทั้งที่อากาศภายนอกแทบจะฆ่าคนได้ ฮันซองไม่อาจนับได้ว่าพวกเขามีเซ็กส์กันไปกี่ครั้งในช่วงเวลาเหล่านั้น ทุกอย่างมันเหมือนละคร เหมือนความฝัน เหมือนนิทาน คู่รักที่ทำอาหารด้วยกัน นอนคุยกัน นั่งพิงไหล่กันตอนกลางคืนเพื่อนับดวงดาวและหาดาวที่สวยที่สุดเพื่อตั้งชื่ออีกฝ่ายแล้วแอบอ้างว่านั่นคือดาวประจำตัวของเราสองคน ทุกๆ วันมีแต่กลิ่นอายของความรัก รักที่ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร และเขาสองคนก็ไม่สนใจจะค้นหาคำตอบด้วยว่าทำไม ฮันซองทิ้งความเป็นจริงไว้เบื้องหลัง เขาปิดโทรศัพท์ไว้อย่างนั้นตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านไม้หลังนี้ อเล็กซ์เองก็เหมือนจะบอกลาโทรศัพท์ของตัวเองไปเช่นกัน

ทว่าความจริงก็ได้มาเยือนฮันซองในที่สุด ความฝันมักสลายไปเมื่อตื่น ละครมักมีจุดจบของมันเมื่อถึงเวลา ไม่ว่านิยายจะเล่มใหญ่แค่ไหนก็ยังมีกระดาษแผ่นสุดท้าย แล้วเหตุใดชีวิตมนุษย์ถึงจะได้รับอนุญาตให้เป็นนิรันดร์

เหตุใดความรักถึงจะได้รับอนุญาตให้อยู่ชั่วฟ้าดินสลาย

เมื่ออีกคนจากไป ความรักจะมีอยู่ได้อย่างไร จะมีไปเพื่ออะไร

รักที่ทำให้ตายได้ มันเป็นอย่างไร จะต้องรักมากแค่ไหนถึงจะตาย รักยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดบนโลกใบนี้ รักจนสุดหัวใจ รัก...แทบตาย ฮันซองแน่ใจว่าตนรักอเล็กซ์อย่างหานิยามมาเปรียบเปรยไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีลมหายใจอยู่จนทุกวันนี้ ร่างกายของเขายังมีชีวิต และอาจจะเป็นชีวิตที่ตกต่ำลงยิ่งกว่าที่เคย

ลีฮันซองที่หายหัวไปเกือบสองเดือนตื่นขึ้นที่โรงพยาบาลในคังวอนโด อุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้เขาสลบไปถึงสองวัน สิ่งแรกที่เกิดขึ้นยามที่ลืมตาขึ้นมาคือแรงตบฉาดใหญ่จากฝ่ามือหยาบกร้านของผู้เป็นพ่อ เรื่องที่เขาไปอยู่กินกับผู้ชายเกือบสองเดือนโดยไม่ติดต่อกลับไปที่บ้านดูเหมือนจะถูกรายงานเรียบร้อยแล้ว อันที่จริงดูเหมือนว่าข่าวของลูกชายผู้นำกลุ่ม ชินฮวานซองฮา ประสบอุบัติเหตุนั้นลงหน้าหนังสือพิมพ์หราเกือบทุกฉบับ ในข่าวนั้นมีการสอบถามชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงที่บอกว่าเห็นเขาอยู่กับผู้ชายอีกคนมาพักใหญ่แล้ว นั่นแหละที่เป็นความอัปยศที่ไม่ควรได้รับการให้อภัยในสายตาของลีซูโร

ทันทีที่กลับถึงโซลเขาก็ถูกคุมเข้มตั้งแต่ตอนนั้นเอง ช่วงสองสามเดือนแรกเขาไม่ได้ย่างเท้าออกนอกบริเวณบ้านเลยสักครั้ง แต่ถึงจะออกไปได้ฮันซองก็ไม่มีแก่ใจจะออกไปไหนอยู่ดี การที่หน่วยกู้ภัยไม่พบร่างของอเล็กซ์มันมากเกินกว่าที่เขาจะทำใจยอมรับได้ จากภาพที่ส่งมาให้ดู ตัวรถที่เขากับอเล็กซ์นั่งเพื่อจะเข้าไปซื้อของที่ตลาดในหมู่บ้านนั้นพุ่งออกนอกเส้นทางจนเกือบจะตกไหล่ถนนอยู่รอมร่อ ประตูฝั่งของอเล็กซ์เปิดอยู่ตอนที่มีคนมาเจอ ซึ่งเจอแต่เพียงร่างของเขาคนเดียว ในรายงานนั้นระบุว่าอีกคนอาจจะตกเขาไปก็เป็นได้

ความสุขของเขามีระยะเวลาไม่ถึงสองเดือนเต็มด้วยซ้ำ แล้วทุกอย่างก็กลับมาที่จุดเดิม สิ่งที่ต่างออกไปมีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือเขาไม่อาจเฉยชาได้กับทุกสิ่งเหมือนที่เคย ในเมื่อเขาได้รู้จักกับความรักมาแล้วครั้งหนึ่ง สิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้จึงเลวร้ายมากกว่าที่ผ่านมา เมื่อเขาแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนคือทุกข์ สิ่งไหนคือสุข ความเป็นจริงก็แทบจะฆ่าเขาอยู่ทุกวัน

ทรมานที่ยังไม่ตายไปเสียที...

 

‘สมควรแล้วที่จะต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิต ลีฮันซอง’

 

เสียงเล็กๆ ที่ดังสวนความคิดนั้นทำให้ร่างบนเตียงต้องกอดเข่างอตัวมากขึ้น ดวงหน้าสวยชื้นไปด้วยน้ำใสที่ไม่รู้ว่าเอ่อล้นออกมาจากดวงตาสีนิลตั้งแต่เมื่อไหร่ซุกลงกับเข่า วงแขนเล็กกอดรอบขาแน่น ปลายเล็บนั้นจิกลึกลงไปบนผิวเนื้อขาวบริเวณท่อนแขนจนเกิดเลือดซิบราวกับเจ้าตัวอยากจะหาหนทางระบาย ราวกับการทรมานตัวเองนี้จะช่วยให้อะไรบางอย่างที่เกาะกินจิตใจอยู่ได้บรรเทาเบาบางลง

“ยูกึน พี่ขอโทษ...หยุดทรมานพี่เสียทีเถอะ ได้โปรด”

เสียงสั่นพร่านั้นดังสะท้อนแผ่วเบาอยู่ภายในห้องบนชั้นสาม ห้องที่สายตาเรียวเล็กของคนที่ยืนอยู่เบื้องล่างบนพื้นสนามหญ้านั้นกำลังจ้องมองอยู่

“คุณหนูแฮอินรีบเข้าบ้านเถอะครับ นายท่านกำลังรอพบอยู่”

“อืม”
 

********************

 

ลูกเหล็กหกลูกที่กำลังแกว่งกระทบกันจากซ้ายไปขวาสลับไปมานั้นสะท้อนอยู่ในแก้วตาสีเข้มของคนที่นั่งเท้าแขนอยู่กับโต๊ะไม้ตัวใหญ่ ป้ายสีทองด้านหน้าบ่งบอกถึงตำแหน่งสำคัญในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้

แต๊ก...แต๊ก...แต๊ก...

“ความสัมพันธ์ระหว่าง ฮันโฮจูยอง กับ ชินฮวาซองฮา ฉันคงไม่ต้องอธิบายนะ ส่วนคนที่นายหิ้วขึ้นห้องวันนั้นน่ะเป็นชินฮวาซองฮาของแท้เลยล่ะ ...ลีฮันซองเป็นลูกชายของยองเอ ภรรยาคนแรกของลีซูโร แต่หลังจากคลอดฮันซองเธอก็เสียชีวิต จากนั้นไม่นานลีซูโรก็แต่งงานกับภรรยาใหม่ มีลูกชายอีกคนในปีที่ห้าหลังจากที่พวกเขาแต่งงานกัน แต่เด็กคนนั้นตายตอนอายุสองขวบ ข่าวบอกว่าป่วยตาย แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วตายเพราะอะไรก็ไม่มีใครรู้ได้หรอก อ้อ แล้วก็หลังจากนั้นในปีเดียวกัน ลีซูโรก็ได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ถ้านายอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านายก็จะเห็นข่าวเรื่องทายาทคนรองของชินฮวาซองฮาเดินทางกลับเกาหลี ...ที่ฉันรู้ก็มีแค่นี้แหละ”ซังฮยอกจบประโยคด้วยการยักไหล่ก่อนทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามโต๊ะกับเพื่อน

ดวงตาคมที่จ้องมองลูกเหล็กซึ่งเป็นของโชว์บนโต๊ะเพียงสิ่งเดียวเงยขึ้นมองหน้าอีกฝ่าย

“ลีแฮอินน่ะเหรอ?”

“อืม คนนั้นแหละ เค้าว่ากันว่าลีแฮอินคนนี้น่ะ ลีซูโรรักยิ่งกว่าลีฮันซองที่เป็นลูกชายแท้ๆ ของตัวเองอีกนะ”

ดวงหน้าคมขมวดยุ่ง คิ้วเข้มเลิกสูง “รักยิ่งกว่าลูกแท้ๆ ? เป็นไปไม่ได้หรอก”

ซังฮยอกย่นจมูกเหมือนได้กลิ่นของเน่าเสีย เขาเอนตัวกอดอกพิงพนักเก้าอี้ “นายไม่เคยเจอลีซูโรน่ะสิซึงกิล คนคนนั้นน่ะทำอะไรได้ในแบบที่เราคาดไม่ถึงหรอก อ่อ แต่พ่อนายก็ใช่จะทำอะไรที่คาดไม่ถึงน้อยไปกว่านั้นเหมือนกันล่ะนะ” ประโยคหลังเขาพูดติดตลกนิดๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวให้ให้ความเคารพกับบุคคลที่เอ่ยถึง

“วงการนี้น่ะถ้าไม่แน่จริงก็อยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ แถมรวยขนาดนี้หรอก เรื่องของสองกลุ่มธุรกิจที่ไม่ถูกกันเนี่ยฉันที่เป็นเด็กเล็กๆ ยังจำได้มาจนโตเล้ย ข่าววงศ์ตระกูลพวกนายเนี่ยไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ นายเองก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ เพราะกว่านายจะไปอยู่เมกาก็ตอนประถมสี่ใช่ไหม รู้อย่างนี้แล้วก็เลิกให้ความสนใจลีฮันซองซะจะดีกว่า” นึกไปถึงวันที่เปิดประตูเข้าไปในห้องพักที่โรงแรมวันนั้นแล้วเจอลีฮันซองนอนอยู่บนเตียง โดยมีเพื่อนเขานั่งบิดผ้าซับไปตามดวงหน้าขาวๆ นั่นแล้วก็อดรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาไม่ได้ ถ้าเกิดคนของชินฮวาซองฮามาเห็นภาพนั้นนี่ไม่อยากจะคิดเลยว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง

ซังฮยอกรู้สึกขนลุกขึ้นมาจริงๆ คนออกจะเยอะแยะ ทำไม๊ทำไมซึงกิลมันต้องไปเก็บคนที่ไม่ควรยุ่งด้วยมากที่สุดมาได้เล่า แล้วยังทำท่าว่าสนใจลีฮันซองเสียอีก ในตอนนั้นซังฮยอกเกือบจะลมจับอยู่แล้ว ดีที่ตัวเองเป็นหมอเลยระงับอารมณ์ได้ทัน หายใจเข้าลึกแล้วตรงไปฉุดแขนเพื่อนให้ลุกขึ้นจากเตียงทันทีที่สติกลับมา เขาบอกซึงกิลว่าคนที่นอนอยู่นั่นคือลีฮันซอง เป็นคนของชินฮวาซองฮา แล้วก็ลากเพื่อนออกจากห้องพักนั้นอย่างรวดเร็ว

นึกว่าเรื่องจะจบแค่นั้น ที่ไหนได้ ไอ้เพื่อนบ้าเสือกมาบอกว่าสนใจลีฮันซองซะนี่ โทรจิกยิกๆ ทุกวันให้มาอธิบายเรื่องของลีฮันซองให้ฟัง หนีได้สามวันข้ออ้างที่ว่ามีเคสคนไข้พิเศษเลยใช้ไม่ได้แล้วจนต้องมาเข้างานเสริมเป็นแพทย์ประจำตัวพ่อคนดังเร็วกว่ากำหนดว่าจ้างสามวันต่ออาทิตย์เสียอย่างนั้น

“ฉันทำไม่ได้”

“อย่ามาล้อเล่น”

“แกเห็นหน้าฉันไหม คิดว่าล้อเล่นหรือไง” หน้าตาของซึงกิลไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ นั่นแหละ ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือประกายตาที่ซังฮยอกเพิ่งเคยเห็นว่ามันส่องประกายได้มากขนาดนี้เป็นครั้งแรกหลังจากที่เจ้าตัวตื่นขึ้นจากการนอนหลับอันยาวนานกว่าสองปี “ฉันพยายามไม่สนใจแล้วตั้งแต่ที่นายบอกฉันว่าเขาคือชินฮวาซองฮา แต่ให้ทำยังไงฉันก็ตัดใบหน้านั้นออกไปจากสมองไม่ได้”

ซึงกิลกุมมือลงกับศีรษะ หลับตาแน่นเพราะสมองเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง ก่อนจะผละมือข้างนั้นออกมาขยับขณะพูดกับเพื่อน “นายเข้าใจไหมซังฮยอก ไม่ใช่ว่าฉันไม่พยายาม ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ว่ามันไม่ถูกต้อง ฉันรู้ว่าการไปยุ่งเกี่ยวกับชินฮวาซองฮาไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็อยากจะรู้จักกับลีฮันซอง” ซึงกิลกดมือลงกับศีรษะอีกครั้ง “บอกตามตรง ฉันรู้สึกแปลกๆ เมื่อได้เห็นเขาครั้งแรก มันไม่ใช่ความรู้สึกไม่ดีหรืออะไรแบบนั้น ตรงกันข้าม ฉันรู้สึกว่าคนคนนั้นคือคนที่ฉันกำลังตามหา แต่ในอีกเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึก ฉันกลับหาเหตุผลของความรู้สึกนั้นไม่เจอ มันว่างเปล่า เหมือนกับสมองของฉันที่มันว่างเปล่าไปนั่นแหละ”

“มันอาจจะยากนะ แต่นายต้องผ่านมันไปให้ได้ซึงกิล สมองของนายถูกกระทบกระเทือนรุนแรง ส่วนที่เสียหายอาจทำให้นายสับสน แล้วนายเองก็หลับมานานถึงสองปี ความทรงจำของนายหรือกระทั่งเส้นประสาทนั้นแน่นอนว่ามันไม่ปกติดีร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ความรู้สึกของนายมันอาจเป็นแค่ผลข้างเคียงที่ตามมาของอาการเหล่านั้นก็เป็นได้”

บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ซังฮยอกบอก เขาอาจจะอยู่ในช่วงที่สมองทำงานได้ไม่เป็นปกติ ช่วงเวลาที่ขาดหายคงทำให้เขาเกิดความรู้สึกได้หลากหลายกับคนแปลกหน้าหรือเหตุการณ์ที่พบเจอ อ่า...ตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาอีกแล้ว

“เมื่อกลางวันทานยาหรือยัง?” สีหน้าที่ซีดลงทำเอาคนเป็นเพื่อนกังวลด้วยความเป็นห่วง

“ทานแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมพักหลังมานี้ฉันปวดหัวหนักขึ้นแล้วก็ถี่ขึ้น” มือหนาผลักแฟ้มเอกสารที่เพิ่งตรวจเสร็จก่อนเพื่อนจะมาหาออกไปด้านข้าง แล้วฟุบหน้าลงไปกับท่อนแขน

“นายทำให้มันหายไปทันทีไม่ได้เหรอซังฮยอก ฉันอยากทำงาน ถ้าพ่อมาเห็นอาการฉันเป็นแบบนี้ได้ถูกสั่งให้อยู่แต่บ้านแน่ๆ ”

“ความจริงแล้วนายควรจะอยู่บ้านนะซึงกิล นายไม่ควรใช้สมองหนักมากเกินไป รอให้อาการดีขึ้น ปรับสภาพร่างกายให้คุ้นกับโลกหลังตื่นให้ได้มากกว่านี้ก่อนแล้วค่อยกลับมาทำงานอีกครั้งก็ไม่สาย” ซังฮยอกเสนอเป็นรอบที่ล้าน ตั้งแต่ครั้งแรกที่ซึงกิลบอกจะมาทำงานเขาก็เป็นคนแรกเลยที่คัดค้าน แต่ความดื้อของโคซึงกิล ใครเลยจะสู้ได้

“ไม่มีทาง ถ้าให้ฉันอยู่บ้านนานเกินสองวันฉันตายแน่ๆ ”

“เวอร์ไปน่า เค้ามีแต่อยากอยู่บ้านไม่ต้องทำงานกันทั้งนั้นแหละ”

“ฉันไม่ใช่นายนี่”

ซังฮยอกทำตาหยีแลบลิ้นขำ เขาหยิบกระดาษสองสามใบบนซองสีน้ำตาลตรงหน้าขึ้นมาสลับดู มันเป็นใบประวัติคร่าวๆ กับภาพเล็กๆ น้อยๆ ของลีฮันซองที่ปริ๊นออกมาจากแหล่งข้อมูลที่หาได้ทั่วไปในอินเตอร์เน็ต ซึงกิลเป็นคนปริ๊นมันออกมา แต่ดูเหมือนข้อมูลจะพื้นเกินไปจนต้องโทรจิกเขาให้มาอธิบายให้กระจ่าง เพราะนอกจากเขาแล้วซึงกิลก็ไม่มีใครให้ถามอีก คำว่า ‘ชินฮวาซองฮา’ เนี่ย ถือเป็นคำต้องห้ามของคนในกลุ่มฮันโฮจูยอง และยิ่งกับโคซึงกิลที่แทบจะไม่รู้จักใครนอกจากครอบครัวแล้ว การจะสืบข่าวจึงเป็นเรื่องที่ยากมากในระดับหนึ่ง จะให้ว่าจ้างก็เกรงข่าวจะรั่วถ้าไม่ทำผ่านใครคนอื่น

คิ้วของซังฮยอกขมวดนิดๆ เมื่อพยายามเพ่งมองรูปภาพที่ถ่ายจากงานสังคมงานหนึ่ง บอกตามตรงล่ะว่าลีฮันซองเป็นผู้ชายหน้าตาดี ดีชนิดที่ว่าจะเรียกว่าหล่อหรือสวยยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำ คำว่าดูดีในที่นี้จึงหมายถึง ดูดีอย่างที่ไม่ว่าจะมองด้วยความหมายใดก็ตามแต่ ด้วยฐานะทางบ้านของซังฮยอกที่เป็นหนึ่งในตระกูลติดอันดับกลุ่มก้อนไฮโซของเกาหลีแม้จะไม่เด่นเทียบเท่ารายชื่อต้นๆ ก็ตามก็ทำให้เขาได้มีโอกาสออกงานสังคมและได้เจอกับลีฮันซองอยู่บ้าง ตอนเด็กๆ เขาเรียนอนุบาลจนถึงชั้นประถมกับซึงกิลจึงทำให้สนิทกันและรู้อะไรหลายๆ อย่างจากพวกผู้ใหญ่ หนึ่งในหลายเรื่องคือการที่ฮันโฮจูยองและชินฮวาซองฮาไม่ถูกกัน รวมถึงครอบครัวตนเองที่คอนแทคงานกับฮันโฮจูยองมาหลายรุ่น เขาจึงรักษาระยะห่างกับกลุ่มชินฮวาซองฮาอยู่พอสมควร ดังนั้นการจะไปเจาะลึกข้อมูลของลีฮันซองจนถึงรากถึงโคนมันคงเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าเป็นข่าวลือที่ลอยมาเข้าหูเองล่ะก็ มันก็พอมีอยู่บ้าง...

“ซึงกิล ฉันเคยได้ยินมานะ ว่าลีฮันซองต้องพบจิตแพทย์หนึ่งครั้งต่ออาทิตย์” ซังฮยอกวางกระดาษลง เขามองคนในรูปที่มีหน้าตาสวยกว่าหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกัน นิ้วยาวจิ้มจึ๊กๆ ลงไปที่คนในภาพ “ฉันว่าลีฮันซองคนนี้ไม่น่าไว้ใจยังไงไม่รู้สิ ประวัติไม่ค่อยดีมาตลอด ช่วงเรียนมัธยมนี่ข่าวเสียๆ หายๆ เยอะมาก ซึงกิล นายอย่าไปยุ่งกับคนคนนี้เลยดีกว่า”

“นายมีแหล่งข่าวหรือเปล่าว่าลีฮันซองพบจิตแพทย์จากที่ไหน” ซึงกิลปัดเรื่องนิสัยเกเรของคนสวยทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ แล้วมุ่งความสนใจไปที่เรื่องจิตแพทย์

“ฉันได้ยินมาจากใครสักคน จำไม่ได้แล้ว ไม่มีหลักฐานอะไรอ่ะ” ซังฮยอกส่ายหน้าเมื่อคิดว่าคนสวยๆ อย่างนี้จะเป็นโรคจิต “มันอาจจะเป็นแค่ข่าวลือก็ได้ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

บางทีอาจจะเป็นเรื่องยา ซึงกิลคิดไปถึงวันที่คนสวยหมดสติ เขารู้ได้เลยจากการสังเกตว่าร่างบางนั้นกำลังเมายา ไม่ใช่เมาเหล้า เพราะเรื่องนี้หรือเปล่าที่ทำให้เจ้าตัวต้องพบจิตแพทย์ อาจจะเป็นเพราะกำลังเลิกยาก็เป็นได้ ...หรือถ้าไม่ใช่เรื่องยา ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องของจิตใจอย่างนั้นเหรอ อ่า...เขากำลังคิดมากเรื่องของลีฮันซองอีกแล้ว บางทีมันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ อาจจะเป็นเพียงข่าวลือไร้ข้อเท็จจริง

อาการปวดหัวกำเริบหนักขึ้นจนซึงกิลต้องหลับตา

 

เปรี้ยง!!

 

จู่ๆ เสียงฟ้าร้องก็ดังขึ้น แล้วฝนห่าใหญ่ก็ถล่มลงมาจากฟ้า คนสองคนภายในห้องสะดุ้งเล็กน้อยก่อนหันไปมองพายุฝนผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้อง อุณหภูมิและความชื้นที่ต่างกันของอากาศด้านนอกและภายในห้องทำให้กระจกเกิดเป็นไอฝ้าขึ้นมาชัดเจน

“ฝนตกจริงๆ ด้วย ดีนะที่ยังไม่ได้ล้างรถเมื่อเช้า” แพทย์หนุ่มกำลังนึกขอบคุณความขี้เกียจของตนเองขณะหรี่สายตามองฝนเม็ดใหญ่ที่ตกลงมาเสียถี่ยิบ “ปีนี้ฝนตกบ่อยแฮะ เออนี่ซึงกิล เรื่องฟิสเนสน่ะ อ่ะ!! ซึงกิล!” ชายหนุ่มถลาอ้อมโต๊ะไปหาเพื่อนพร้อมควักผ้าเช็ดหน้าออกมารวดเร็วเมื่อหันกลับมาเห็นกำเดาสีแดงไหลออกมาจากโพรงจมูกโด่งเป็นสัน

“นี่นายปวดหัวมากแค่ไหนเนี่ย!” น้ำเสียงแบบที่คุณหมอใช้ดุคนไข้คั้นเอาคำตอบ

ซึงกิลหลับตาแน่น สองมือกดหน้าผาก พึมพำตอบเสียงเบา “แปด ...มั้ง”

“บ้าฉิบ! ฉันบอกแล้วไงว่าถ้าปวดมากให้นอนพักทันที นี่นายปวดมากแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้ว”

“สองสามชั่วโมง...เลิกถามก่อนได้ไหม ถ้าระดับการปวดของฉันพุ่งถึงสิบนายลำบากแน่ปาร์คซังฮยอก” ไม่ต้องอธิบายว่าลำบากยังไงก็รู้กันดี แน่นอนล่ะ หน้าที่ดูแลคุณชายเจ้าสำอางนี่เป็นของเขาปาร์คซังฮยอก ดังนั้นถ้าคนสำคัญของฮันโฮจูยองคนนี้เป็นอะไรไป เขาไม่รอดแน่นอน

ประมาณยี่สิบนาทีที่ภายในห้องนั้นเงียบกริบได้ยินแต่เสียงสายฝน เลือดกำเดาของซึงกิลหยุดแล้ว ตอนนี้เขากำลังนอนหงายอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวยาว โดยมีเพื่อนนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอยู่ที่โซฟาเดี่ยวตรงข้าม

“รู้สึกดีขึ้นไหม?”

ศีรษะเรียวพยักเบาๆ สายตาทอดมองไปยังบานกระจกขนาดใหญ่ที่สะท้อนภาพในห้องรางเลือน

“วันนี้นายไม่ต้องอ่านเอกสารแล้วนะ ...ถ้ายังดื้อกับหมอละก็ หมอจะฟ้องพ่อของคนไข้” ซังฮยอกพูดติดตลกผสมเอาจริงในรูปประโยค

“เออ รู้แล้วล่ะน่า” เสียงทุ้มฟังไม่พอใจอยู่ในที แต่ทำอะไรไม่ได้ต้องยอมเชื่อฟัง “นี่ถ้าแจฮาอยู่ด้วยคงจะดี” ร่างสูงพึมพำ

“หมอนั่นยังอยู่ที่อเมริกาเหรอ? จะว่าไปตอนฉันไปดูแลนายฉันไม่เคยเจอแจฮาเลยนะ” เมื่อได้ยินชื่อคุ้นหูซังฮยอกก็รีบถามถึง เพราะกับคนคนนี้ก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว

“อืม พ่อไม่ยอมให้กลับ บอกว่าสาขาที่นู่นยังต้องการให้อยู่ช่วยงาน ฉันเองก็ไม่ได้เจอหมอนั่นเลยตั้งแต่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นไงบ้าง ติดต่อทางมือถือก็ไม่ติด ทางเมลก็ไม่ตอบกลับ ทางสาขาที่นั่นก็เอาแต่บอกว่าแจฮาไม่ได้ประจำอยู่ที่ตึก ...งานคงจะยุ่งมากๆ เลยล่ะมั้งถึงไม่คิดจะหาเวลาตอบอะไรกลับมาเลย”

“สงสัยจะอย่างนั้น ปกติเห็นนายที่ไหนต้องมีแจฮาที่นั่น นายคงรู้สึกไม่ชินสินะ”

“อืม หมอนั่นรู้ทุกเรื่องของฉัน บางทีฉันอาจจะถามหาช่วงเวลาที่หายไปจากหมอนั่นได้บ้าง”

“ไหนนายว่าช่วงเวลาที่หายไปไม่มีอะไรสำคัญไง มันเป็นช่วงที่นายเรียนจบใหม่ๆ ไม่ใช่เหรอ? ประมาณสองเดือนใช่ไหมก่อนนายประสบอุบัติเหตุ?”

ซึงกิลยังคงทอดมองความมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝนผ่านกระจกบานใหญ่ “ไม่รู้สิ ไม่แน่ว่าสองเดือนนั้นอาจมีอะไรมากกว่าที่ฉันคิด ถ้ารู้อะไรบ้างสักหน่อยฉันอาจจะเลิกฟุ้งซ่านก็ได้ บางทีตอนส่องกระจกในห้องน้ำฉันมักจะเห็นภาพแวบเข้ามาในหัว มันเร็วจนจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้ววินาทีต่อมาฉันก็ปวดหัวสุดๆ เมื่อกี้ก็เหมือนกัน ตอนที่หันไปมองกระจกแล้วเห็นตัวเองมองสะท้อนกลับมา อาการปวดหัวมันพุ่งปรี๊ดขึ้นในคราวเดียวเลย นายคิดว่าไง?”

ในฐานะแพทย์ อาการทุกอย่างของคนไข้ย่อมเป็นชิ้นส่วนที่ไม่ควรละเลย “เอาอย่างนี้ ฉันจะช่วยหาทางติดต่อกับแจฮาด้วยก็แล้วกัน ตอนนี้นายก็พักผ่อนให้เยอะๆ หน่อย อย่าเพิ่งฝืนอะไรมาก แล้วก็ที่สำคัญ เลิกสนใจเรื่องของลีฮันซองซะ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้นายอยากรู้จักกับเขา ฉันขอบอกไว้เลยว่ามันเป็นไปไม่ได้”

ซึงกิลเลื่อนสายตาขึ้นจ้องหน้าเพื่อน

“แม้ว่าฉันอาจจะสนใจเขามากกว่าแค่อยากรู้จัก ก็ทำไม่ได้ใช่ไหม”

“แค่ทักทายนายก็ทำไม่ได้ โคซึงกิล นายรู้อยู่แก่ใจว่าทำไม”

“เพราะเขาเป็นชินฮวาซองฮา”

“ใช่ เพราะเขาเป็นชินฮวาซองฮา และนายเป็นฮันโฮจูยอง”

 

********************

TBC

 

Up