Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 02

 

 

ฤดูหนาวปีที่ยี่สิบสอง หิมะสีขาวพร่างพราวลงมาไม่หยุดพัก ก่อตัวเป็นเนินสูงกว่ายี่สิบเซนติเมตร อากาศเย็นจัดจนแทบทนไม่ไหว ลมหนาวพัดผ่านซ้ำซากกระทบบานกระจกใสที่เต็มไปด้วยเกร็ดน้ำแข็ง อุณหภูมิติดลบอย่างที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนอยากย่างกรายออกไปเผชิญ เกาหลีใต้ตกอยู่ในสภาวะถูกพายุหิมะเล่นงานสมบูรณ์แบบเฉกเช่นบ้านไม้หลังเล็กบนยอดเขาสูงที่ถูกความสวยงามของหิมะปกคลุมลงมาราวขนมหวานถูกโปะด้วยแป้งสีขาวน่าทาน

เตาผิงกลางห้องโถงส่องแสงสว่างวาบเป็นระยะ สลับกับเสียงเผาไหม้ท่อนไม้ ความร้อนจากเปลวเพลิงแผ่กระจายออกมามากพอจะทำให้คนสองคนซึ่งนอนอิงแอบกันอยู่บนพื้นพรมหนานุ่มหน้าเตาผิงได้รู้สึกอบอุ่น แม้ว่าพวกเขาจะปราศจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ตาม ทว่าเพียงแค่อ้อมกอดจากผิวกาย และความร้อนจากเตาผิง ก็มากพอที่จะทำให้การนอนหลับครั้งนี้ยาวนานจนแสงตะวันส่องแสงแรงกล้าต่อสู้กับความหนาวเหน็บที่มีมากกว่า

ชายหนุ่มร่างบางรู้สึกตัวแล้วว่าความอบอุ่นที่โอบล้อมอยู่ตลอดคืนนั้นหายไปเสียงฝีเท้าเบาย่ำไปตามพื้นไม้บ่งบอกตำแหน่งถึงคนที่หัวใจต้องการมากกว่าใคร

จะทำอาหารเช้าอะไรให้ทานนะ?

คำถามในใจผุดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบางบนริมฝีปากสีสวย แม้ว่าอยากจะลุกขึ้นไปดูให้เห็นกับตาว่ากลิ่นหอมที่ลอยแตะจมูกนี้คือสิ่งใดบ้าง แต่หนังตาก็หนักอึ้งจนไม่อาจขยับได้เลย

ขอเวลาอีกสักหน่อยนะ อีกแค่แป็บเดียวเท่านั้น แล้วจะรีบตื่นเลย อ่า...ไม่เอานะ อย่าเพิ่งปลุกตอนนี้สิ ยังง่วงอยู่เลยนะ

“ฮันซอง...”

ขออีกห้านาที...

“ฮันซอง ตื่นเถอะ...”

เสียงทุ้มที่ดังอยู่ใกล้นั้นแทบจะทำให้เห็นสีหน้าของคนปลุกได้เลย ว่าถ้าเขาลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เห็นจะเป็นอย่างไร ดวงตาคมที่ทอดมองลงมาที่เขา ริมฝีปากหยักที่มอบรอยยิ้มยามเช้าให้ สีหน้าที่แสดงออกถึงความรักที่มีมากเกินจะเอ่ยเป็นคำพูด ทุกอย่างมันเป็นอะไรที่เขาสัมผัสได้โดยไม่จำเป็นต้องแสดงให้เห็น

และแน่นอน ถ้าเขาอยากจะอ้อนด้วยการยกมือขึ้นขออ้อมกอดจากวงแขนใหญ่ เขาก็จะได้รับมันมาอย่างอ่อนโยนด้วยความเต็มใจ

“อืม......”

เปลือกตาบางยอมเปิดขึ้นในที่สุด ความปรารถนาในส่วนลึกฉายชัดถึงใบหน้าใครบางคนในม่านสายตา แล้วรอยยิ้มแรกของวันที่สวยยิ่งกว่าดอกไม้ยามเช้าผลิบานก็ระบายเกลื่อนดวงหน้าใส หากแต่เพียงไม่นาน รอยยิ้มนั้นก็หงิกลง เรียวคิ้วได้รูปขมวดยุ่ง และก่อนที่ความจริงจะปลุกลีฮันซองให้ตื่นเต็มตา แรงดีดจากข้อนิ้วก็กระทบลงมากลางหน้าผากจนต้องรีบยกมือขึ้นตะครุบด้วยความเจ็บ

“ทำอะไรของนายวะมูฮยอน!”

“ก็เห็นหลับสบายเหลือเกิน” ผู้บุกรุกหน้าหล่อตอบหน้าตาเฉย เขาลุกขึ้นจากเตียงหลังใหญ่แล้วโยนชุดสูทแฟชั่นซึ่งถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีอยู่ภายในห่อพลาสติกลงไปข้างตัวเพื่อนคนนั่งบนเตียงก็ได้แต่มองชุดข้างตัวพลางเกาหัวแกรกๆ อย่างคนตื่นไม่เต็มตาดี เห็นอย่างนั้นแล้วมูฮยอนก็เหนื่อยใจ คิดอยู่แล้วว่าหลังจากแยกกันกลับบ้านที่ฟิตเนสเมื่อตอนบ่ายฮันซองมันต้องกลับมานอนอืดจนถึงค่ำแน่ๆ แล้วมันก็จริงเสียด้วย

“เตรียมตัวเร็วเข้า ไปช้าเดี๋ยวพ่อนายจะไม่พอใจเอานะ”

“เฮอะ” ฮันซองพ่นเสียงเหมือนจะหัวเราะ “มีอะไรบ้างที่ฉันทำแล้วพ่อพอใจน่ะ”

“นายก็เป็นซะอย่างนี้ ดื้อ หัวรั้น อะไรที่พ่อนายไม่ชอบนายก็ทำมันซะทุกอย่าง แล้วจะโทษใครได้ล่ะ ...มาเถอะ แต่งตัวซะ ขืนไปช้ากว่านี้ฉันจะซวยไปด้วยที่รับปากว่าจะพานายเข้างานด้วยกัน”

ฮันซองก้มมองเสื้อผ้าหรูหราแล้วก็คว้ามันขึ้นมา ยืนหาวปิดปากทีหนึ่ง หันศีรษะไปหาเพื่อนคนสนิทแล้วส่งยิ้มให้ “นายนี่ดีกับฉันเสมอเลยนะมูฮยอน”

“รู้ตัวก็ดี เพราะฉันก็หวังให้นายรู้ว่ามีแต่ฉันเท่านั้นแหละที่หวังดีกับนาย”

คนตัวเล็กกว่าจ้องหน้าเพื่อนนิ่งอยู่อึดใจ กระชับชุดสูทในมือแล้วเดินก้าวยาวๆ เข้าไปหามูฮยอน เขย่งปลายเท้านิดหน่อยเพื่อแตะจูบเบาๆ ก่อนยิ้มเกลื่อนชวนมอง

“รู้ตลอดแหละน่า รอแป็บนึงนะ”

ลับหลังแผ่นหลังบางที่หายเข้าไปทางประตูห้องน้ำ มูฮยอนก็ได้แต่เสยผมยิ้มขืนกับตัวเอง จริงอยู่ว่าเขาหวังดีกับฮันซอง และเต็มใจจะทำเพื่อฮันซอง แต่ที่เหนือไปยิ่งกว่านั้น ทุกการกระทำของเขามันมีจุดประสงค์เดียวก็เพราะเขาต้องการฮันซอง ...มากกว่าเพื่อนที่เป็นอยู่นี้ หรือหากฮันซองจะอยากมีแค่เพื่อน เขาก็จะทำให้ฮันซองมีเพื่อนอย่างเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น

ฮันซองโลกแคบเกินไป อาจเป็นความใจร้ายของลีซูโรที่เลี้ยงลูกมาในสภาพแวดล้อมอย่างนี้ แต่มันก็เป็นผลดีสำหรับเขา ฮันซองไม่สมารถสนิทกับใครได้มากไปกว่าคนรู้จัก นั่นทำให้เขาเป็นคนพิเศษกว่าใครในสายตาของฮันซอง แน่นอนว่าลีซูโรเองก็จงใจให้มีเพียงเขาที่เข้าใกล้ฮันซองได้แม้ว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้เต็มใจสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่เพื่อผลประโยชน์จากบริษัทเขาแล้วลีซูโรคนนั้นก็พูดอะไรมากไม่ได้

หากฮันซองรู้ถึงความจริงในการกระทำของเขา หมอนั่นคงไม่ส่งยิ้มแบบเมื่อกี้ให้เขาเป็นแน่

เพราะเพื่อคนที่ชื่อลีฮันซองแล้ว บางครั้งการกระทำของเขาก็จัดว่าอยู่ในข่ายที่น่ากลัวอยู่เหมือนกัน

 
 

ฮันซองเกิดอาการเมาคนแทบจะทันทีที่เข้ามาในตัวงาน แสงวิบวับจากคริสตอลที่ประดับอยู่กับโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ใต้เพดานห้องโถงกว้างขวางนั้นทำให้ทุกอย่างภายในงานพร้อมใจกันส่งประกายแสงระยิบระยับราวกับจะแข่งขันกันอวดความสวย เครื่องประดับจำพวกเพชรน้ำงามก็ใช่ย่อย ดูเหมือนบรรดาคุณผู้หญิงไฮโซทั้งหลายแหล่จะเสริมเติมแต่งเครื่องประดับมาประชันกันก็งานนี้

ร่างบางอดคิดไม่ได้ว่างานเลี้ยงค่ำนี้จัดขึ้นมาก็เพื่อตอบสนองในเรื่องส่วนตัวเสียมากกว่า ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายนักอย่างที่ควรจะเป็น ...ก็แค่งานเลี้ยงดื่มกินนั่นแหละ

“ฮันซอง...” เสียงเรียกพร้อมสัมผัสที่ข้อมือทำให้คนอึนกับบรรยากาศนิ่วหน้าหันไปมอง “อ่ะ...” หน้ากากแบบสายรัดถูกใส่ครอบลงมาตรงตำแหน่งดวงตา

“งานเค้ากำหนดให้ใส่หน้ากากนะ อย่างแหกกฎนักสิ นี่ฉันไปขอพนักงานมาเพิ่ม” มูฮยอนอธิบาย

“ยุ่งยากชะมัด” เสียงหวานบ่นอุบ ความจริงเขาโยนทิ้งไปอันนึงแล้วตอนเดินนำมูฮยอนเข้ามา สงสัยว่าอีกฝ่ายจะเห็นถึงได้เอามาใส่ให้อีกอัน

“ก็มันเป็นคอนเซ็ปของงานนี่นายจะเรื่องมากไปทำไมเล่า อีกอย่าง ใครๆ เค้าก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าทำไมงานนี้ถึงได้จงใจจัดแบบแฟนซีหน้ากาก” มูฮยอนบอกเป็นนัย ซึ่งฮันซองก็ได้แต่พยักหน้ารับเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเพราะอะไร

ชินฮวาซองฮา และ ฮันโฮจูยอง มาร่วมงานเลี้ยนนี้ด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันเล็กๆ น้อยๆ การสวมหน้ากากก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง ...อย่างน้อยก็เป็นวิธีปกปิดการแสดงออกทางสีหน้าแหละนะ

“ไปหาพ่อนายกันเถอะ เรามาช้ากว่าที่คิดเยอะเลย”

มูฮยอนจับข้อมือเล็กแล้วเดินแทรกผู้คนไปยังบันไดเวียนซึ่งนำไปสู่ระเบียงชั้นสองของห้องโถง ซึ่งทอดยาวไปตามผนังจนมาถึงบันไดตรงกลาง บนระเบียงชั้นสองนี้มีชุดเก้าอี้รับแขกตั้งอยู่ประปราย ส่วนใหญ่คนที่มานั่งก็จะเป็นพวกกลุ่มบริษัทที่ต้องการคุยธุรกิจกัน หนึ่งในกลุ่มที่นั่งอยู่บนชั้นนี้ก็คือกลุ่มชินฮวาซองฮา

ฮันซองมองเห็นพ่อของตนเองกำลังยื่นเอกสารบางอย่างไปให้ชายชาวเยอรมันที่ตนมีโอกาสคุยงานด้วยครั้งหนึ่งเมื่อสองเดือนก่อน สงสัยว่าการเจรจาคงจะสำเร็จแล้วล่ะมั้งพวกเขาเดินไปหากลุ่มคนที่ไม่มีใครใส่หน้ากากแฟนซีเพราะกำลังเจรจาเรื่องธุรกิจกันอยู่

“มาถึงกันแล้วเหรอ” ซูโรทักกับมูฮยอนที่เดินเข้ามาหยุดโค้งศีรษะให้ ชายวัยกลางคนไม่แม้แต่จะเหลือบมองลูกชายตนเองที่ยื่นเยื้องออกไปทางซ้ายของมูฮยอนซึ่งคนเป็นลูกก็หาได้สนใจคนเป็นพ่อเช่นกัน เขาเพียงแค่ดันหน้ากากขึ้นไปจากใบหน้าแล้วหย่อนตัวลงนั่งเงียบๆ

“ขออภัยที่มาช้าครับ” มูฮยอนเอ่ยอย่างสุภาพ

“อืม นั่งลงสิ” เมื่อเด็กหนุ่มสองคนนั่งลงที่โซฟา ซูโรก็หันไปสนใจชาวเยอรมันอีกครั้ง “คนนี้คือคิมมูฮยอน เป็นลูกชายของกลุ่มที่สนับสนุนเราอยู่ ส่วนทางนี้คุณคงจำได้นะครับ”

“โอ้ แน่นอนสิ ทำไมจะจำไม่ได้กันล่ะ!” สำเนียงเกาหลีแบบแปล่งๆ ฟังกระตือรือร้นเมื่อหันไปมองฮันซองที่นั่งอยู่ตรงข้าม “ฉันจำเธอได้แม่นเลยล่ะ ลีฮันซอง เพชรน้ำงานของชินฮวาซองฮา”

ทุกครั้งที่ถูกชมแบบนี้ฮันซองจะรู้สึกครั้นเนื้อครั้นตัวแปลกๆ ทุกครั้ง ...ไอ้คำว่าเพชรน้ำงานนี่เอามาใช้ชมผู้ชายเขาไม่รู้สึกดีไปด้วยหรอกนะ

“บอสจะต้องพอใจแน่นอนมิสเตอร์ซูโร หากเป็นไปอย่างที่คิด สัญญาตัวนี้ก็เป็นเรื่องกล้วยๆ เลยล่ะ” ชาวเยอรมันพูดภาษาตนเองออกมาทำให้ฮันซองจับใจความได้ไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็พอจะรู้ว่ามันจะต้องเกี่ยวกับเขาและใบสัญญาในมือคนพูดแน่

ซูโรตอบรับด้วยสีหน้ายินดีกับคำพูดของชาวต่างชาติตรงหน้า ก่อนจะหันไปเห็นสายตาของเด็กหนุ่มร่างสูงที่จ้องมองมาบ่งบอกว่าเข้าใจในเรื่องที่คุยกัน สีหน้าของซูโรปรับเรียบเฉยทันที “มูฮยอน ฉันขอคุยธุระภายในครอบครัวตามลำพังได้ไหม”

“พ่อคุยต่อหน้าเขาได้ ผมเห็นว่าเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน” ฮันซองสวนขึ้นมาทันที

“ฉันไม่ได้ถามความเห็นแก”

“คิมมูฮยอน เธอเข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม” น้ำเสียงที่กดต่ำลงทำให้เด็กหนุ่มไม่มีทางเลือก ร่างสูงลุกขึ้นแต่โดยดี เขากระซิบบอกฮันซองว่าจะลงไปรอด้านล่าง ถ้าเสร็จธุระแล้วก็ให้ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์

เมื่อคนนอกผละจากไปแล้ว ซูโรก็หันมาคุยกับชายต่างชาติตรงหน้าที่เอาแต่จ้องมองลูกชายของเขาไม่ละสายตาต่อ

“ไม่ทราบว่ามิสเตอร์ลาฟจะมาถึงเมื่อไหร่ครับ?”

“อ้อ บอสมาถึงแล้วล่ะ พักอยู่ที่ห้องของโรงแรมนี้แหละ ...อ่า นี่ก็น่าจะได้เวลาที่นัดกับบอสไว้แล้ว ผมว่าพาคุณฮันซองไปพบเลยดีกว่า” คนร่างท้วมก้มมองนาฬิกาเพชรบนข้อมือแล้วเงยหน้าขึ้นยิ้ม

“ดีครับ ถ้าอย่างนั้นผมฝากด้วยนะครับ”

“โอ้ย ได้เลย ไม่มีปัญหาร๊อก คุณลีฮันซองน่ารักออกขนาดนี้ ไม่มีปัญหาอะไรร๊อก” ภาษาเกาหลีแบบเปล่งๆ ฟังเสียดหูเมื่อคนพูดใส่อารมณ์มากเกินไป

“พ่อคิดจะทำอะไร?” เสียงของฮันซองแข็งไม่แพ้หน้าตา เขาสะบัดแขนออกจากมืออวบอ้วนของชาวต่างชาติที่หมายจะแตะตัวเขาให้ลุกขึ้นยืนตาม

ซูโรส่งสายตาเหมือนจะบอกว่าให้ผมจัดการเอง ชาวต่างชาติคนนั้นจึงผละมือจากคนตัวเล็กแล้วออกไปยืนรอด้านข้าง “แกก็รู้ว่าตอนนี้เรากำลังเจอกับอะไร ถ้าแกไม่ยอมทำตามความต้องการของพวกเยอรมันพวกนี้ทุกอย่างก็จะพังไม่เป็นท่า”

ริมฝีปากสีสวยยิ้มเหยียด “นั่นก็เป็นเพราะพ่อไม่ใช่หรือไงที่ทำให้มันเป็นอย่างนี้”

“แก ไอ้ฮันซอง หุบปากไปเลยนะ ฉันเป็นพ่อแกนะ ฉันสั่งให้ทำอะไรแกก็ต้องทำ” ซูโรเอื้อมมือไปบีบข้อมือเล็กของลูกชายแล้วขู่เสียงต่ำ “ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร อย่าริใช้คำพูดอวดดีกับฉัน หน้าที่ของแกคือไปหามิสเตอร์ลาฟ แล้วทำยังไงก็ได้ให้ลายเซ็นของมิสเตอร์ลาฟมาอยู่ในนี้!” เรียวนิ้วแกร่งถูกล้อมด้วยแหวนเพชรสองวงซ้อนชี้ไปยังเอกสารบนโต๊ะกระจก

แรงบีบที่ข้อมือแรงจนคำว่าเจ็บถูกแทนที่ด้วยอาการชาไร้ความรู้สึก แต่ฮันซองไม่สนใจ เขาขัดขืนอะไรผู้ชายที่ได้ชื่อว่าพ่อไม่ได้อยู่แล้ว เขาหัวเราะออกมาเสียงดังจนต่างชาติร่างท้วมที่ยืนห่างออกไปเลิกคิ้วสงสัย

ซูโรบีบข้อมือเล็กแรงขึ้น “แกหัวเราะอะไร!”

“ฮ่าๆ ...น่าขำ ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังชินฮวาซองฮาจะมีเรื่องอย่างการ ‘ขายตัวลูกชาย’ เพื่อให้ได้ทำสัญญาอย่างนี้ ฮ่าๆ !”

หากไม่ติดว่าอยู่ท่ามกลางงานสังคม ซูโรคงยั้งมือไม่ให้ตบหน้าลูกชายไม่ได้ เขากัดฟันกรอด กระตุกข้อมือเล็กให้เจ้าตัวเลิกหัวเราะแล้วหันมาสบตา

“น่าขำนักก็ขำต่อไปซะ เพราะฉันก็คิดว่ามันน่าขำเหมือนกันที่ต้องมีลูกชายอย่างแก เฮอะ กับแค่แลกตัวครั้งสองครั้งฉันรู้ว่าแกทำได้สบายๆ อยู่แล้ว ไหนๆ แกก็เน่ามาตั้งแต่แรก ก็ใช้ร่างกายนี้ทำให้มันเกิดประโยชน์ซะหน่อยดีไหมล่ะ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกคบกับคิมมูฮยอนแบบไหน ทำตัวน่าขายหน้าจนใครเอาไปพูดนินทากันให้ทั่ว แกน่ะทำให้ตระกูลฉันเสื่อมเสียแค่ไหนหัดรู้ไว้ซะบ้าง”

คำต่อว่าดูถูกไม่ทำให้คนที่เพิ่งหยุดหัวเราะแสดงท่าทีโกรธเคือง กลับกัน ดวงหน้าขาวสวยนั้นเลือกที่จะระบายรอยยิ้มชวนมอง

ฮันซองใช้มือข้างที่ว่างจับหลังมือหยาบที่กำข้อมือตนอยู่ เขาไล้ปลายนิ้วเบาๆ อย่างจงใจแกล้ง ทำให้มือหยาบนั้นต้องรีบกระตุกหนีสัมผัสราวกับขยะแขยงนักหนา

“อ๋า...อะไรกันล่ะครับท่าทางแบบนั้น ถึงพ่อจะพูดนั่นนี่สุดท้ายผมคนนี้ก็คือลูกของพ่อนะครับ จะมารังเกียจกันแบบนี้ไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอครับ ...คุณพ่อ” คนพูดแกล้งดัดเสียงเล็กเสียงน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “หน้าที่ของผมคือทำให้มิสเตอร์ลาฟเซ็นสัญญาใช่ไหม? ก็ได้ครับ ผมจะทำให้สำเร็จ”

มือขาวเอื้อมหยิบเอกสารขึ้นมา แต่ก่อนจะเดินเลยโซฟาที่คนเป็นพ่อนั่งอยู่เพื่อไปหาลูกค้าต่างชาติที่ยืนรออยู่ ฮันซองก็จงใจหยุดพูดให้ซูโรได้ยินเพียงคนเดียว

“วิธีการที่จะได้สัญญามาน่ะผมทำได้อยู่แล้ว พ่อบอกเองนี่นะว่ามันเป็นวิธีที่ผมถนัด พ่อเองก็อย่าลืมสำนึกบุญคุณเสียด้วยล่ะ ว่าเป็นเพราะลูกนอกคอกอย่างผมที่ทำให้พ่อลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมต่อไปได้”

ฮันซองระบายยิ้มไปถึงดวงตาเมื่อเห็นสีหน้าของพ่อที่เงยขึ้นมามอง ดวงหน้าหยาบกร้านนั้นแทบจะแสดงเส้นเลือดที่เต้นตุบตุบอยู่บนขมับ ก่อนมือขาวบางจะดันหน้ากากลงมาใส่แล้วก้าวเดินต่อไป

“ไปกันเถอะครับ ผมอยากจะพบบอสของคุณจนแทบรอไม่ไหวแล้ว”



********************

 

 

ประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ซึงกิลพบว่าตัวเองคลื่นไส้เป็นรอบที่สามแล้วตั้งแต่เข้ามาในงานจัดเลี้ยง เขาสะกิดซังฮยอกที่กำลังป้อสาวแล้วทำท่าบอกใบ้ว่าคลื่นไส้ เนื่องจากยิ่งดึกความวุ่นวายและเสียงเพลงในงานก็ยิ่งคึกครื้นเป็นเท่าตัว เวลาจะพูดอะไรกันจึงฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

“เดี๋ยวมานะครับ” ซังฮยอกขยิบตาให้สาวน้อยผมบรอนด์ แล้วลากเพื่อนที่เอาแต่กุมศีรษะมาพักใหญ่พาเดินออกไปยังห้องน้ำด้านข้าง แต่พอถึงหน้าประตูซึงกิลกลับยกมือส่ายไปมา

“ไม่เอา ฉันจะออกจากงานเลี้ยงแล้ว”

“แต่พ่อนายบอกให้รอกลับพร้อมกันนี่ ย้ำนักย้ำหนาว่าให้ฉันคุมตัวนายไว้จนกว่างานจะเลิก”

“ไม่ไหวว่ะ ฉันอ้วกมาหลายรอบแล้วนะ แล้วตอนนี้ก็เริ่มปวดหัวอีกแล้วด้วย” ซึงกิลพิงหลังลงกับผนัง

ซังฮยอกขมวดคิ้วมุ่น ห่วงสาวที่หลีไว้ก็ห่วง ห่วงเพื่อนก็ห่วง แต่คุณโคอูซองก็กำชับว่าให้รอกลับพร้อมกัน อ๊ะ นึกออกแล้ว “เอางี้ เดี๋ยวฉันไปจัดการเปิดห้องของโรงแรมนี้ แล้วนายก็ไปนอนรอ ฉันว่าอีกสักสองชั่วโมงงานก็เลิกแล้วล่ะ”

“เอางั้นก็ได้” ซึงกิลเห็นด้วย ตอนนี้ขอแค่ออกไปจากที่ที่คนเยอะๆ แล้วได้นอนหลับตานิ่งๆ ก็พอแล้ว

ไม่นานนักซังฮยอกก็พาซึงกิลมาที่ห้องพักบนชั้นสิบของโรงแรม เขานั่งรอเพื่อนควบเจ้านายที่หน้าโต๊ะกระจก จนคนที่จัดการเรื่องคลื่นไส้เสร็จแล้วเดินหน้าเปียกผมเปียกออกมา

“นี่ยานะ กินแล้วจะมึนๆ ง่วงๆ นิดหน่อย ฉันไม่อยากให้นายกินสักเท่าไหร่หรอกนะยาตัวนี้อ่ะ เพราะว่ามันแรงมาก ยิ่งถ้ากินตอนท้องว่างนายจะยิ่งรู้สึกเวียนศีรษะ แต่มันระงับอาการปวดหัวได้ดี เมื่อกี้นายกินของในงานไปบ้างแล้วใช่ป่ะ?”

“อืม นิดหน่อย” ซึงกิลพยักหน้าตอบพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง แล้วค่อยๆ ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกน้ำ

“โอเค กินนี่แล้วนอนพักซะ เดี๋ยวงานเลิกฉันจะขึ้นมารับ”

“อืม”

ก่อนจะปิดประตู ซังฮยอกยังเอี้ยวตัวชะโงกหน้าถามย้ำอีกครั้ง “นายอยู่คนเดียวได้แน่นะ?”

“เออ จะกินยาแล้วนอนละเนี่ย รีบๆ ออกไปเลย”

เสียงปิดประตูทำให้รู้ว่าเพื่อนออกไปแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจยาว กลับมาเกาหลีเกือบเดือนเขายังปรับตัวไม่ได้เลย จะว่าเป็นเพราะกลับมาเกาหลีก็ไม่ถูก เพราะตอนอยู่นิวยอร์กเขาก็ยังไม่ได้ทำความคุ้นชินกับมันเลย ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาเมื่อเดือนก่อน เขายังปรับสภาพการใช้ชีวิตไม่ได้เลยต่างหาก

ก็นอนมานานถึงสองปีนี่นะ เป็นใครก็คงรู้สึกไม่ชินกับการใช้ชีวิตเหมือนเขากันทั้งนั้นแหละ ยังจำได้ถึงความรู้สึกแรกที่ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางแสงไฟภายในห้องผู้ป่วย ตอนนั้นเขาปวดหัวจี๊ดเหมือนมีสว่านกำลังเจาะผ่านกะโหลกเข้ามาถึงเนื้อสมอง แล้วอาการคลื่นไส้ก็ตามมาแทบจะทันทีเมื่อความทรงจำมันตีกันให้วุ่นจนเขาเรียงลำดับไม่ถูกว่าอะไรมาก่อนมาหลัง มันเหมือนเราดูหนังหลายๆ เรื่องพร้อมกันสลับไปมา ตอนนั้นเขาแหกปากร้องลั่นเลยถ้าจำไม่ผิด แล้วแพทย์ก็เข้ามาล็อคแขนขาจับฉีดยา จากนั้นทุกอย่างก็ดำสนิท จนตื่นขึ้นมาอีกครั้งในสองวันหลังจากนั้น สมองของเขาถึงจะทำงานได้เป็นระบบอีกครั้ง

แต่จะเรียกว่าเป็นระบบก็คงไม่ได้ ผลตรวจออกมาว่าสมองของเขาได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ความทรงจำบางส่วนหายไป แพทย์บอกว่าส่วนที่หายไปนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่มันจะเลือนหายไปตลอดกาล แต่เขาก็มาคิดแล้วว่าคงไม่เป็นไร เพราะสิ่งที่เขาจำได้ล่าสุดก่อนที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็คือความทรงจำตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์จบใหม่ๆ เขาจำได้ว่าหลังงานเลี้ยงกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันประมาณสองอาทิตย์ก็เดินทางกลับเกาหลี

ช่วงเวลาเพียงสองเดือนที่กลับมาอยู่กับครอบครัว คงไม่มีอะไรสำคัญมากมายให้ต้องจดจำ ที่น่าเสียดายน่ะคงมีแต่ระยะเวลาสองปีที่ผ่านมานี่แหละที่เขานอนหลับมาตลอด ช่วงชีวิตหายวับไปถึงสองปีเชียวนะ แต่ก็ยังดีที่ตื่นขึ้นมาได้ การเป็นเจ้าชายนิทราตลอดชีวิตหลังเรียนจบใหม่ๆ คงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจสุดๆ

“อ่า...เวียนหัวจริงๆ ด้วย” เสียงทุ้มครางกับตัวเองหลังกินยาไปได้สิบนาที เขาลุกขึ้นนั่งบนที่นอนเพราะนอนไม่หลับ อาการคลื่นไส้กลับมาเล่นงานอีกครั้งแล้ว

ซึงกิลเดินไปแง้มม่านเปิดดูกรุงโซลยามราตรี แสงไฟจากโซลทาวน์เวอร์ส่องสว่างเด่นสะดุดตาท่ามกลางเมืองที่รายล้อม เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นสูงขึ้นไปยังผืนฟ้าก็เห็นดวงดาวดวงเล็กๆ เพียงดวงเดียวส่องแสงอ่อนแรงอย่างเดียวดาย

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่สายตาคมไม่ละไปจากดาวดวงเล็กๆ ดวงนั้น กระทั้งรู้สึกถึงอะไรบางอย่างอุ่นร้อนบนผิวแก้ม เมื่อลองยกมือแตะก็พบว่ามันคือน้ำตา

“ทำไมกัน?” ซึงกิลจ้องมองปลายนิ้วที่มีน้ำใสๆ เกาะติด เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจกใสของบานหน้าต่างก็เห็นว่าน้ำตายังคงไหลลงมาเชื่องช้า เขาปาดฝ่ามือเช็ดความหวั่นไหวที่ไม่รู้ว่าเกิดจากสิ่งใดให้พ้นใบหน้า ความไม่เข้าใจซัดใส่เข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

ดวงดาว ...มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับดวงดาวที่ลืมไปงั้นเหรอ?

ซึงกิลพยายามนึก ความทรงจำที่เหมือนจิ๊กซอว์พิการๆ ของเขามันมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่หายไป และสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นี่เองที่ซึงกิลไม่รู้ว่าเขาจะไปตามเก็บมาจากที่ไหน ยังมีช่วงเวลาใดที่เขาลืมเลือนนอกจากสองเดือนก่อนเกิดอุบัติเหตุหรือเปล่า หรือภายในสองเดือนนั้นเขาจะคลั่งการดูดาวมาก?

ไม่ใช่หรอก เขาไม่มีความรู้เรื่องดาราศาสตร์สักหน่อย แค่เรียงลำดับดาวเคราะห์ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์ได้ก็บุญแล้ว อืม...หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะผลจากฤทธิ์ยาที่ทานเข้าไป?

“อ่ะ...” พอเริ่มต้นใช้ความคิด หัวก็ปวดหนึบขึ้นมา ร่างสูงเดินกลับไปนั่งลงที่เตียง นึกเซ็งกับอาการของตนเองที่ดูจะไม่เป็นอย่างใจไปเสียทุกอย่าง หากเขายังปรับสภาพร่างกายไม่ได้ในเร็วๆ นี้มีหวังเขาได้เป็นโรคประสาทก่อนแน่ จะคิดอะไรนิดหน่อยก็ปวดหัวอย่างนี้แล้วจะไปทำอะไรได้

อึดอัดจัง ...อาจเพราะอากาศภายในห้องไม่ถ่ายเทจึงทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก ก่อนกลับมาเกาหลีแพทย์ที่รักษาเขามาตลอดสองปีก็ได้กำชับว่าให้เขาอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ อย่างแอร์คอนดิชันน่ะเรียกไม่ได้ว่าบริสุทธิ์จริงๆ หรอก ที่สำคัญคือต้นไม้และอากาศธรรมชาติต่างหาก

ซึงกิลตัดสินใจหยิบคีย์การ์ดใส่กระเป๋าเสื้อแล้วเดินออกจากห้อง อย่างน้อยที่ชั้นล็อบบี้ของโรงแรมก็กว้างขวาง มีต้นไม้ประดับมากมาย ตอนนี้ก็ดึกแล้วด้วยคงมีลูกค้าไม่เยอะ ส่วนห้องโถงที่ใช้จัดงานก็มีประตูทางออกที่ไม่จำเป็นต้องเดินผ่านล็อบบี้ เขาคิดว่าไปนั่งพักที่นั่นสักหน่อยก็คงดี ไปสูดอากาศให้รู้สึกดีก่อนค่อยกลับไปรอซังฮยอกในห้องก็แล้วกัน

 

********************


“ฉันกลับบ้านแล้ว อืม ขอโทษทีนะที่ไม่ได้โทรบอก ได้ ไว้ค่อยเจอกันพรุ่งนี้ แค่นี้นะมูฮยอน” หลังกดวางสายโทรศัพท์ เสียงโก่งคอแหวะอ้วกก็ดังขึ้นทันที ดวงหน้าสวยขยับลงไปใกล้อ่างล้างหน้ามากขึ้นแล้วเค้นเอาทุกอย่างออกมาจนหมด น้ำเย็นๆ ถูกกรอกเข้าปากตามด้วยวักขึ้นล้างทั่วใบหน้า

เสียงหอบหายใจดังลอดออกมาจากริมฝีปากสีสด ดวงตากลมสีดำจ้องมองกระจกเงาที่สะท้อนสภาพตัวเองด้วยใบหน้าเหยียดหยาม ยิ้มเยาะให้กับการกระทำของตนเองเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ก่อนหันไปมองซองเอกสารบนเคาน์เตอร์ข้างตัวแล้วเสียงหัวเราะก็ดังออกมาเบาๆ

“เฮอะ ฮ่าๆ ลีฮันซอง นายมันโง่ โง่งี่เง่า งานถนัดงั้นเหรอ? อวดดีจริงๆ นั่นแหละ ฮึ ฮ่าๆ ” แขนขาวภายใต้เชิ้ตตัวบางชื้นน้ำเช็ดไปตามใบหน้าไม่เบานัก เสื้อผ้าที่ดูดีตอนเดินเข้างานมาในเวลานี้ไม่เหลือสภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว สูทตัวนอกฮันซองไม่ได้หยิบติดมือออกมาจากห้องของมิสเตอร์ลาฟ ที่เขาทำก็แค่ออกมาจากห้องนั้นเมื่อได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็เท่านั้น

มือขาวจัดรองน้ำมาล้างหน้าอีกครั้ง ในตอนนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นว่ามือตนเองยังสั่นอยู่ เมื่อเงยหน้าจ้องมองกระจกเงาอีกครั้งก็พบว่าสายตายังมองเห็นภาพซ้อนทับกัน ซ้ำยังรู้สึกมึน ในหูได้ยินเสียงอื้ออึง อาการเหล่านี้บอกชัดว่ายาที่กินเข้าไปยังไม่หมดฤทธิ์ ที่ร้ายกว่านั้น ดูเหมือนยาจะเพิ่งออกฤทธิ์ได้ไม่นานด้วยซ้ำ

ทั้งที่อยากจะให้ออกฤทธิ์เร็วกว่านี้แท้ๆ

“ชเวซองจิน ยานายมันกะหลั่วตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” สารเสพติดบางชนิดไม่ถึงกับทำให้ติดงอมแงม แต่ก็มีผลข้างเคียงกับคนทานไม่ต่างไปจากชนิดอื่นนัก ฮันซองไม่ได้ติดยา เขาก็แค่เล่นยาบางตัวเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นยาผิดกฎหมายและอันตรายต่อผู้ใช้ ถึงจะรู้โทษของมัน แต่บางครั้งมันก็จำเป็น เพื่อที่จะให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น ยาก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน

 ฮันซองก่นด่าเพื่อนที่รู้จักผ่านมูฮยอนมาเกือบปี หากจะพูดว่าใครทำให้ฮันซองรู้จักความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากของพวกนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นมูฮยอนนั่นแหละ แต่ยาที่เขาเล่นมันก็เป็นเพียงยากล่อมประสาทไม่แรงนัก ระดับของที่เล่นมูฮยอนจะคอยตรวจเช็คก่อนจะอนุญาตให้เขาลอง และถ้าเขาจะเล่นก็ต้องเล่นตอนที่มีมูฮยอนอยู่ด้วย ...เรื่องในวันนี้ก็คงต้องปิดเป็นความลับ

มือขาวเอื้อมหยิบซองเอกสารแล้วเดินเกาะไปตามกำแพงออกมาจากห้องน้ำ ความเย็นจากบรรยากาศชั้นล็อบบี้ของโรงแรมทำให้คนที่อยู่ในสภาพเปียกปอนไปกว่าครึ่งตัวสั่นกึก รู้สึกคิดผิดมากๆ ที่ไม่ได้หยิบสูทออกมาด้วย

หืม....?

ตู้ปลาใหญ่ยักษ์ที่แทบจะกันเป็นกำแพงได้เรียกสายตาของฮันซองให้หันไปมอง นึกสงสัยว่าตอนที่มาเข้าห้องน้ำตนก็เดินผ่านตรงนี้ทำไมถึงไม่เห็น สงสัยคงเพราะฤทธิ์ยาบวกกับความที่อยากจะล้างหน้าเร็วๆ ทำให้ตัดทุกอย่างรอบตัวออกไป

ฟองอากาศที่ลอยขึ้นมาเป็นระยะ แสงไฟ หินประดับ และความสูงของตู้ปลาตั้งแต่ฐานขึ้นมาจนเลยศีรษะทำให้ดูมีมิติมากขึ้น อีกทั้งปลาในตู้ยังเป็นปลาสีสันสดใส ยิ่งเพิ่มความน่ามองมากขึ้นไปอีก

ฮันซองจ้องมองปลาตัวหนึ่งว่ายเข้าว่ายออกช่องหินอย่างสนใจ แต่เมื่อภาพที่เห็นเริ่มเลือนซ้ำซ้อนเปลือกตาบางก็ปิดลงสักพักแล้วค่อยลืมขึ้นใหม่ ในวินาทีที่สายตาจับภาพตรงหน้าอีกครั้งได้นั้นเอง ที่เขาเห็นใบหน้าของใครบางคนจากฝั่งตรงข้ามของตู้ปลาจ้องมองตอบมา

ยาคงออกฤทธิ์ถึงที่สุดแล้วจริงๆ สมองบอกอย่างนั้น คงจะใช่จริงๆ นั่นแหละ ยากล่อมประสาทมักทำให้เห็นสิ่งที่อยากเห็น คิดอะไรก็จะได้อย่างนั้น นั่นแหละข้อดีของยาพวกนี้

ฮันซองลองขยับเดินไปช้าๆ สายตายังคงมองคนตรงหน้าผ่านความสวยงามของตู้ปลาขนาดใหญ่ มันเหมือนกับมีเวทย์มนต์เกินขึ้นรอบๆ ตัว ทุกอย่างมันดูสวยไปหมด ภาพของใครบางคนที่เห็นอยู่นี้สามารถทำให้หัวใจเต้นแรงได้จนน่ากลัว ความสุขจอมปลอมที่เป็นดังความฝันแสนหวาน หลอกตัวเองอยู่ทุกคืนวัน เพ้อฝันอยู่ทุกวินาที ว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักวันไหม จะมีสักวันหรือเปล่าที่ความฝันของเขาจะกลายเป็นความจริง

เจ็บปวด จนต้องร้องไห้ออกมา

“คุณครับ เป็นอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ้มที่ตะโกนถามถึงอาการร้องไห้ของร่างบางทำเอาเจ้าตัวต้องขมวดคิ้วยุ่ง ยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองพลางขยับก้าวถอยหลังเมื่อเห็นคนในจินตนาการวิ่งอ้อมตู้ปลาขยับเข้ามาใกล้

“คุณครับ?”

เสียงทุ้มยังคงถาม แต่อีกคนไม่มีคำตอบจะให้ ได้แต่จ้องมองชายตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ

ไม่ใช่ภาพลวงตาหรอกหรือ?

“คุณโอเคหรือเปล่า? ให้ผมพาไปนั่งไหมครับ?”

มือขาวจัดยกขึ้นสั่นๆ เอื้อมออกไปแตะใบหน้าหล่อเหลาที่ขยับเข้ามาใกล้ เมื่อสัมผัสได้ถึงผิวเนื้ออุ่นบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ ร่างบางก็สะดุ้งรีบชักมือกลับ เอกสารในมืออีกข้างหล่นลงข้างตัวศีรษะเล็กส่ายรัวไปมา ขยับก้าวถอยหลังไปอีกเล็กน้อย ซึ่งอีกคนก็ขยับก้าวตามด้วยความเป็นห่วงกับสภาพร่างกายของร่างบาง

“...ไม่จริง”

“คุณครับ!!”

ร่างอ่อนแรงของฮันซองทรุดลงในอ้อมแขนของโคซึงกิล ชายหนุ่มจับใบหน้าเล็กให้เงยขึ้นก็พบว่าคนสวยนั้นสลบไปแล้ว

 

********************
TBC

Up