Skip to menu

XEDITION

난 네가 필요해 I Need You

สถานะ : จบแล้ว (รอรีโพส)

KimYoonBe

 

난 네가 필요해 I Need You

Chapter 01

 

 

 

ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ไม่ว่าบ้านเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร อิทธิพลและอำนาจก็ยังมีอยู่ในสังคมไม่เคยเปลี่ยน เฉกเช่นทิฐิที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือด ต่อให้ลบล้างกันอย่างไรก็ไม่มีวันสูญสลาย ยิ่งวันเวลาผ่านพ้นไป ความแค้นที่มีกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้นอย่างหาเหตุผลไม่ได้ และในเมื่อไม่มีฝ่ายใดยอมพ่ายแพ้ ความบาดหมางที่สั่งสมมานมนานจึงยังคงดำเนินต่อไป

 

ชินฮวาซองฮา และ ฮันโฮจูยอง เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการค้ามานานกว่าเจ็ดสิบปี โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเพชรพลอยทุกชนิด อันเป็นธุรกิจเริ่มต้นของสองกลุ่มยักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งนี้ ในเครือการบริหารของทั้งสองนั้นกระจายไปในหลายประเภท ทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์นำเข้า หรือจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคหลายแบรนด์ก็เป็นหนึ่งในเครือตัวแทนจำหน่ายของสองบริษัทนี้แทบทั้งสิ้น ด้วยอำนาจทางการค้าที่กว้างขวางนี่เองที่ทำให้ทั้งสองกลุ่มบริษัทไม่ลงรอยกันมาตั้งแต่เริ่มแรก ไม่ใช่เพียงแต่ผู้บริหารของกลุ่ม กระทั่งพนักงานทุกระดับต่างก็ตั้งตนเป็นอริกับอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย จนกลายเป็นที่รู้กันว่าทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ถูกกัน มีคนหนึ่งที่ไหนต้องไม่มีอีกคนที่นั่น ...ทว่าความจริงย่อมไม่เป็นอย่างใจคิด งานประมูลเพชรระดับโลกในปีนี้ถูกจัดขึ้นที่กรุงโซล เป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้นำของ ชินฮวาซองฮา และ ฮันโฮจูยอง จะไม่เข้าร่วมงานระดับใหญ่เช่นนี้

 

ฮอลล์ขนาดใหญ่ในห้างชื่อดังใจกลางกรุงโซลถูกจัดเป็นสถานที่สำหรับงานประมูลเพชรครั้งสำคัญประจำปี ตำรวจหลายนายยืนประจำที่แทบทุกจุดเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากงานนี้มีทั้งการประมูลเพชร และการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของปี 2017 นักออกแบบชื่อดังทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวอยู่ที่นี่มากมาย ตัวแทนจำหน่ายที่ให้การสนับสนุนการจัดงานก็ได้มีการนำสินค้ามาเสนอขายภายในงานด้วย ดังนั้นความปลอดภัยจึงต้องมีความรอบคอบมากที่สุด อาวุธทุกชนิดไม่สามารถนำเข้ามาในงานได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลมากแค่ไหนก็ไม่ได้รับการยกเว้นทั้งนั้น

 

ผู้ร่วมเปิดงานนี้พร้อมกับตัวแทนต่างชาติคือภริยาของประธานาธิบดี เธอเดินทางมาถึงพร้อมกับกลุ่ม ฮันโฮจูยอง เป็นการตอกย้ำให้ทุกคนรับรู้ว่าเธอซึ่งเป็นบุตรีของผู้นำกลุ่มฮันโฮจูยองนั้นให้การสนับสนุนครอบครัวของเธออย่างเต็มที่ แม้ว่าเธอจะเป็นสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นกลางเฉกเช่นตำแหน่งของเธอที่เป็นภรรยาของผู้นำประเทศก็ตามที

 

ทันทีที่กลุ่มฮันโฮจูยองเดินผ่านประตูเข้าไป เสียงฮือฮาก็ดังซุบซิบเป็นลูกคลื่นเมื่อเห็นคนกลุ่มใหม่เดินออกมาจากตัวลิฟต์ คนที่เดินนำอยู่ด้านหน้าสุดนั้นสวมเสื้อสูทสีมรกตดูเด่นสะดุดตา รอยย่นบนใบหน้าบ่งบอกอายุไม่อาจกลบพลังอำนาจของเจ้าตัวได้เลย นัยน์ตาคมเข้มดุจเหยี่ยวราตรี รูปร่างบึกบึนสมส่วนไม่ต่างจากพวกผู้นำกลุ่มมาเฟียหากจะให้เปรียบเทียบไปในทางนั้น นั่นล่ะคือ ลีซูโร ผู้นำกลุ่มชินฮวาซองฮาคนปัจจุบัน

 

“ท่านครับ คุณหนูยังมาไม่ถึงเลยครับ” ชายสวมสูทท่าทางดูเหมือนหัวหน้าผู้ติดตามคนหนึ่งป้องปากกระซิบขณะที่เจ้านายยืนนิ่งปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นอาวุธตามตัว

 

สีหน้าของซูโรไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเมื่อรู้ว่าลูกชายคนโตทำตัวเกเรไม่ยอมเข้าร่วมงานสังคม เขาขยับก้าวเดินเมื่อผ่านการตรวจ เสียงทุ้มเอ่ยสั่งความโดยไม่หันไปมองผู้ติดตามที่เดินเยื้องอยู่ด้านหลัง

 

“ให้ชุนยังไปตาม งานกลางวันไม่มา ยังไงงานเลี้ยงกลางคืนก็ต้องมา ฉันจะแนะนำไอ้ลูกเวรให้มิสเตอร์ลาฟรู้จัก”

 

“มิสเตอร์ลาฟ? แต่ว่าท่านครับ มิสเตอร์ลาฟคนนี้...”

 

“ฉันสั่งอะไรก็ไปจัดการซะ”

 

เสียงทุ้มห้วนนั้นกร้าวขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนของตนเองกล้าโต้เถียง หรือเป็นเพราะสายตาคู่นั้นสบประสานกับใครบางคนภายในงานที่จ้องตอบกลับมาด้วยท่าทางเย้ยเยาะกันแน่

 

“มิสเตอร์ซูโร?” ชายผมทองสำเนียงเยอรมันทางตอนใต้ดังขึ้นเรียกให้ต้องละสายตาที่จ้องข้ามห้องไปกลับมาที่คนตรงหน้า เขายิ้มทักทายพร้อมยื่นมือออกไปหาคนทัก ก่อนจะกำชับกับผู้ติดตามด้วยเสียงเฉียบขาด

 

“ถ้ามันดื้อนักฉันอนุญาตให้ถึงขั้นสลบ”

 

“ครับนายท่าน”

 

 

********************

 

 

ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ!

 

“โนเซท!! โอ้ย ไม่เอาแล้ว เหนื่อย!!” ไม้แร็กเกตถูกมือขาวเหวี่ยงลงพื้นอย่างไม่ไยดี ดวงหน้าสวยโทรมเหงื่อสะบัดซ้ายขวาขณะยกขวดพลาสติกขึ้นเทน้ำเพิ่มความสดชื่น ก่อนทิ้งตัวลงนั่งกลางคอร์ตหมดสภาพ

 

“ชวนมาเล่นสควอชเองแล้วยังจะมาบ่นอะไร” คนที่ฟิตเต็มที่เพราะเพิ่งจะได้เล่นไปสามเกมขมวดคิ้วยุ่ง พอร่างกายเริ่มเดินเครื่อง ไอ้เพื่อนเอาแต่ใจก็ดันเลิกเล่นซะอย่างนั้น แล้วเวลางานของเขาที่อุตส่าห์ทิ้งมาเพื่อมันจะไปมีความหมายอะไร

 

“ฮันซอง ลุกขึ้นมาเร็ว จะเล่นต่อหรือเปล่า ถ้าไม่เล่นฉันจะกลับไปทำงานต่อแล้วนะ”

 

“ไม่เล่น ไม่ให้กลับ” คนบนพื้นเอื้อมมือออกมายึดชายกางเกงวอมของเพื่อนไว้แน่น

 

“อะไรของแกวะ อยู่ดีๆ ก็งอแง ทะเลาะกับพ่อมาหรือไง”

 

เหมือนจะเดาทางถูก คนตัวเล็กย่นคิ้วยุ่ง ตวัดสายตาขึ้นมองเพื่อนทีหนึ่ง ก่อนดวงตากลมโตจะหลุบลง เห็นอย่างนั้นคนเป็นเพื่อนก็ทรุดตัวลง จับไหล่คนที่นั่งให้เงยหน้ามองตา

 

“เกิดอะไรขึ้น พ่อนายทำอะไร บอกมาฮันซอง”

 

ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนส่ายเบา อาการอึกอักไม่ยอมตอบยิ่งทำให้เพื่อนหงุดหงิด คาดคั้นซ้ำอีกครั้ง โดยที่มือจัดการถลกเสื้อยืดสีดำของร่างเล็กขึ้น ทำเอามือขาวตะปบห้ามแทบไม่ทัน

 

“อย่าเปิดดิ!! ไม่ใช่อย่างที่นายคิด”

 

“ก็แล้วมันเรื่องอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องนั้น”

 

ดวงตาสีนิลกรอกไปด้านข้าง เม้มริมฝีปากสีสดแน่น เอื้อมมือออกไปกำลูกบอลมาถือเล่น ถอนหายใจสองครั้งก่อนเงยหน้าขึ้นมองสายตาคมที่จ้องค้างอยู่ตรงหน้า

 

“เมื่อคืน ตอนที่พ่อคุยอยู่กับคุณอาจงชินที่ห้องทำงาน ฉันกำลังจะเอาเอกสารไปให้พ่อตรวจ แล้วฉันก็ได้ยินพวกเขาคุยกันว่าแฮอินกำลังจะกลับมา ...มูฮยอน นายก็รู้ว่าพ่อไม่ได้สนใจฉันเลย แล้วถ้าแฮอินกลับมา ฉันจะมีที่ยืนได้ยังไง”

 

คำสารภาพถึงที่มาของอาการงอแงของเพื่อนทำให้คนตัวสูงต้องถอนหายใจยาวด้วยคิดว่าจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงกับเพื่อนคนสำคัญ มือใหญ่เอื้อมออกไปขยี้หัวอีกฝ่ายเบาๆ

 

“คิดมากน่า ลีแฮอินกลับมาแล้วยังไง นายก็ยืนอยู่ตรงที่นายเคยยืนนั่นแหละฮันซอง คนที่ช่วยงานพ่อนายมาตลอดคือนายนะ ไม่ใช่เด็กคนนั้นสักหน่อย”

 

“มันไม่สำคัญเลยสักนิด” ศีรษะเล็กก้มลงมองลูกบอลในมือ “ไม่ว่าฉันจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่สำคัญในสายตาของพ่อ ให้ทำยังไง .....ให้ตายยังไง ฉันก็เป็นได้แค่ลูกนอกคอกของพ่อ”

 

บรรยากาศที่จู่ๆ ก็ถูกเปลี่ยนเป็นอึมครึมเริ่มทำให้คนคิดมากหมกมุ่นไปกันใหญ่ มูฮยอนโบกศีรษะเล็กเบาๆ จนสั่นคลอน พอเห็นร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมามองค้อนเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง ลุกขึ้นยืนแล้วส่งมือออกไปให้จับ

 

“มาเหอะ ไปว่ายน้ำกัน ถ้าเดือนนี้หุ้นฉันตกเพราะเสียเวลามาอยู่กับนายล่ะก็ เตรียมตัวชดใช้ได้เลย ลีฮันซอง”

 

ริมฝีปากบางยิ้มกว้าง เมื่อถูกฉุดให้ลุกขึ้นยืนก็กระโดดไปกอดคอเพื่อน พากันเดินออกจากห้องเล่นสควอชที่กั้นด้านประตูด้วยกำแพงกระจกใส

 

“สำหรับนายนะมูฮยอน ฉันชดใช้ให้ได้ทั้งตัวเลย!!”

 

“ทำเป็นพูดไปเหอะ เอาตัวเองให้รอดก่อนค่อยมาเสนอให้ใครเขา”

 

“ใจร้าย พูดอะไรอย่างนั้น.....”

 

 

 

 

“ซึงกิล ยืนทำไรอยู่ จะเล่นป่ะเนี่ย”

 

คนถูกทักละสายตาจากมูฮยอนและฮันซองที่กอดคอกันเดินผ่านหน้าไป ร่างสูงเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่าง เรียวคิ้วเข้มกดลึก อาการปวดศีรษะแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นกุมขมับ เสียงแร็กเกตตกกระทบพื้นทำให้คนที่มาด้วยกันตกใจ

 

“เป็นอะไรซึงกิล นายปวดหัวเหรอ? ไหวหรือเปล่า ให้ฉันตามลูกน้องไหม??”

 

“ไม่ต้อง แค่รู้สึกมึนนิดหน่อยน่ะ” มือใหญ่ยกขึ้นโบกไปมา

 

“นิดหน่อยอะไรกันหน้าซีดขนาดนี้ ไปนั่งตรงนั้นก่อนแล้วกัน” คนที่มีส่วนสูงพอกันล็อคแขนเพื่อนบังคับให้เดินไปนั่งที่โต๊ะรวมตรงข้ามกับห้องเล่นสควอช

 

เมื่อได้นั่งแล้วคนปวดหัวก็เท้าศอกลงกับโต๊ะพลางใช้มือคลึงศีรษะตนเองเบาๆ ในขณะที่อีกมือก็ยื่นออกไปรับขวดน้ำเปล่าเย็นเฉียบจากเพื่อน

 

“ซังฮยอก นายรู้จักสองคนที่เดินผ่านไปเมื่อกี้ไหม?”

 

“สองคนไหน ฉันไม่ทันมองอ่ะ” ซังฮยอกเหลียวหลังไปมองที่หน้าห้องเล่นสควอชที่เรียงกันอยู่ประมาณสามสี่ห้อง มีสองห้องที่คนเล่นอยู่ กับอีกสองห้องว่างที่หนึ่งในนั้นพวกเขาสองคนจองไว้แล้วสองชั่วโมง ถ้าอย่างนั้นซึงกิลก็คงหมายถึงห้องริมสุดที่พวกเขาเดินผ่านเมื่อกี้ คนที่เล่นจนถึงก่อนหน้าที่พวกเขาจะมาคงเดินสวนออกไปนั่นเอง ถึงแม้เขาจะเป็นเมมเบอร์ประจำที่นี่ แต่เขาก็ใช่จะเป็นพวกจำใครได้เพียงแค่เห็นเสี้ยวหน้าซะที่ไหน ...อันที่จริงเมื่อครู่เขาไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าใครเดินผ่านไป

 

“ทำไมเหรอ นายรู้จักเหรอซึงกิล?”

 

“ไม่แน่ใจ ไม่รู้สิ ฉันเห็นหน้าไม่ถนัด แต่เสียงของเขา ฉันคิดว่าฉันเคยได้ยินมาก่อน”

 

“เสียงเหรอ? ก็คงเหมือนๆ กันไปหมดแหละ เป็นไปไม่ได้หรอกที่นายจะรู้จักใครที่เกาหลีนอกจากฉัน ...ถ้าไม่นับครอบครัวนายล่ะก็นะ”

 

“อืม ก็คงอย่างนั้น ฉันจะรู้จักใครได้”

 

“เลิกคิดเหอะ นี่หายปวดหัวหรือยัง จะเล่นหรือกลับไปพักที่บ้านดี? ฉันยังไงก็ได้นะ พ่อนายจ้างฉันมาดูแลนายโดยเฉพาะอยู่แล้ว ไม่ต้องเกรงใจว่าฉันจะเสียเวลา เพราะเงินที่พ่อนายจ้างก็แทบจะซื้อโรงพยาบาลฉันได้อยู่แล้ว”

 

ซึงกิลหลับตาลง เขาพยายามนึกถึงเสี้ยวหน้าของคนที่เดินสวนกับเขาไปเมื่อกี้ แต่ทำยังไงก็นึกไม่ออกไปมากกว่าที่เป็นอยู่ คงมีแต่น้ำเสียงหวานๆ นั้นที่เขาพอจะจำได้ว่ามันเป็นน้ำเสียงแบบไหน และเขาก็รู้ว่าเขาชอบเสียงที่ได้ยินจากคนคนนั้นมากเหลือเกิน

 

ถ้าไม่เคยรู้จักเจ้าของเสียงคนนั้นมาก่อน ถ้าอย่างนั้นหากเจอกันอีกครั้งเขาแน่ใจว่าจะได้ทำความรู้จักอย่างแน่นอน

 

“เล่นสิ ฉันนอนมานานเกินพอแล้ว แต่ก่อนอื่นนายพาฉันไปทำเมมเบอร์ก่อน”

 

“อ่าว ไหนเมื่อกี้ให้ทำไม่ทำ บอกว่าไม่ค่อยชอบเข้าที่ที่คนเยอะๆ ไง ยังไงคราวหน้าฉันพาไปที่ที่คนน้อยกว่านี้ดีกว่านะ”

 

“ไม่ไปที่อื่น ฉันจะทำที่นี่ นายมีปัญหาหรือไงซังฮยอก”

 

โห้ย คุณชายโคซึงกิล ใครจะไปกล้ามีปัญหากับคุณกันครับ ซังฮยอกนึกในใจ “โอเค ที่นี่ก็ที่นี่ ป่ะ ก่อนที่จะหมดเวลาสนุก เดี๋ยวบ่ายสามลูกน้องนายก็คงมาลากนายกลับไปเตรียมตัวแล้ว” ซังฮยอกตบโต๊ะลุกขึ้นยืน “เอางี้ดีกว่า เอาบัตรนายมาเดี๋ยวฉันไปสมัครให้ พอดีพนักงานเคาน์เตอร์เคยเป็นรุ่นน้องที่มหาลัยเลยสนิทกัน นายไปรอในห้องซ้อมมือไปพลางๆ ก่อน เดินไปเดินมาเดี๋ยวเวียนหัวอีก”

 

“ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” คนถูกประเมินต่ำขึ้นเสียงขุ่นพลางโยนกระเป๋าเงินส่งให้ “ซื้อเกลือแร่มาด้วยล่ะ”

 

“จัดให้ครับคุณชาย~”

 

 

 

ที่เคาน์เตอร์ของฟิตเนสชื่อดัง ซังฮยอกเท้าศอกเคาะนิ้วก็อกแก็กรอพนักงานจัดการเรื่องบัตรเมมเบอร์ของเพื่อนที่ควบตำแหน่งเจ้านาย สายตาก็สอดส่ายมองคนนู้นคนนี้ไปเรื่อยฆ่าเวลา แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับกลุ่มคนเสื้อสูทสีดำที่เดินกร่างเข้ามาไม่สนใจพนักงานคนใดทั้งสิ้น แต่เพียงแค่โชว์บัตรอะไรบางอย่าง พนักงานสาวที่ยืนประจำอยู่ด้านหน้าก็รีบโค้งให้แล้วออกเดินนำคนทั้งกลุ่มเข้าไปด้านใน

 

“มีอา คนพวกนั้นใครอ่ะ?” ซังฮยอกถามพนักงานสาว หน้าตาของเขาสงสัยสุดๆ

 

“พี่ซังฮยอกไม่มาที่นี่เป็นเดือนแล้วล่ะสิเลยไม่รู้ เนี่ย เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนคุณลีฮันซองมาสมัครเมมเบอร์ที่นี่ คุณมูฮยอนพามาน่ะ”

 

“ลีฮันซอง? ลีฮันซอง... ชินฮวาซองฮาอ่ะนะ?”

 

“อื้อ แต่พูดก็พูดเลยนะ เคยเห็นคุณลีฮันซองแต่ในนิตยสารก็ว่าดูดีแล้วนะ แต่ตัวจริงดูดีกว่าล้านเท่าเลยล่ะ อ่ะ ที่อยู่ในบัตรนี้ใช้กรอกข้อมูลได้เลยไหมคะพี่ซังฮยอก” หญิงสาวสะบัดบัตรในมือไปมารอคำตอบ แต่กลับเห็นเพียงคนหน้าตาดีเบิกตาโพลงอุทานหลุดมาด แล้วเอื้อมมือมาดึงบัตรประชาชนในมือของเธอไปพร้อมโกยของบนเคาน์เตอร์อันได้แก่กระเป๋าเงินและบัตรทั้งหลายแหล่จากไป

 

“ฉิบหาย!”

 

“พี่ซังฮยอก เดี๋ยวก่อนสิ! แล้วตกลงบัตร......” พนักงานสาวได้แต่เกาะเคาน์เตอร์มองตามอย่างไม่เข้าใจ

 

 

 

 

“คุณลีฮันซอง! คุณหนูครับ!!” เสียงทุ้มใหญ่จากคนสวมสูทดำกว่าสิบคนทำเอาลูกค้าที่ว่ายน้ำอยู่พากันผงะขยับหนี  คนที่ว่ายน้ำอยู่พากันปีนขึ้นจากสระ คนที่นั่งก็พากันลุกถอยห่างไปจนมุม ไม่ต่างอะไรกับพวกแก๊งอันธพาลกำลังบุกรุกเข้ามาเลยสักนิด ทั้งที่ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีการปะทะอะไรกับใครสักคนเดียว จะมีก็แต่เจ้าของชื่อนั่นแหละที่ยังดำตัวเองอยู่ใต้น้ำไม่รู้สึกถึงการตอบสนองของคนรอบตัว

 

มูฮยอนยกมือขึ้นกุมขมับเมื่อเห็นสถานการณ์หลังออกมาจากห้องน้ำ

 

“เอาอีกแล้ว ไอ้ฮันซอง” พึมพำคล้ายหน่ายกับเรื่องเดิมๆ แล้วค่อยเดินไปหาคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มชุดดำ

 

“ชุนยัง บอกให้พวกนั้นออกไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ให้พวกนายมากร่างได้นะ เห็นแก่หน้าฉันหน่อยสิ อย่าทำให้คนอื่นต้องวุ่นวายไปด้วยกับแค่มาตามหาคนคนเดียว” มูฮยอนใช้อำนาจที่มีมากกว่าลูกน้องของเพื่อนออกคำสั่ง และด้วยดีกรีที่เป็นทายาทของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อันดับต้นของเกาหลีนั้นก็มากพอจะทำให้คนของ ชินฮวาซองฮา ให้ความเคารพยำเกรงอยู่บ้าง

 

“ต้องขออภัยครับคุณชาย” คนที่ชื่อชุนยังโค้งกายให้มูฮยอนเล็กน้อย ก่อนหันไปพยักหน้าให้คนอื่นออกไปก่อน

 

“เดี๋ยวฉันเรียกฮันซองเอง นายก็ออกไปรอข้างนอกเถอะ”

 

บอดี้การ์ดร่างใหญ่ยังยืนนิ่ง “ฉันบอกว่าให้ออกไปรอไง ...ไปสิ ฉันไม่พาฮันซองมันหนีไปหรอกน่า”

 

หลังจากที่ความวุ่นวายสงบลง มูฮยอนก็เดินไปนั่งลงข้างขอบสระที่เพื่อนมันยังดำน้ำไม่โผล่ขึ้นมา จับเวลาก็คงเกือบห้านาทีได้แล้ว เขาเอื้อมมือลงไปแตะมือขาวที่กำบันไดโลหะให้รู้สึกตัว

 

ผมเส้นเล็กสีน้ำตาลที่กระจายอยู่ในน้ำนั้นลู่ลงแนบดวงหน้าขาวจัดของคนที่ดันตัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำ มือเล็กปาดหยดน้ำออกจากใบหน้า แล้วค่อยยันขอบสระยกตัวขึ้นมานั่ง ก่อนรับผ้าขนหนูที่เพื่อนส่งให้มาเช็ด

 

“หนีงานอะไรมาอีกล่ะนาย”

 

“งานประมูลเพชร”

 

“อ๋อ ฉันดูข่าวอยู่เมื่อวันก่อน แล้วนี่ยังไง งานน่าจะจบอยู่แล้วนี่?”

 

“มีงานเลี้ยงภายในอีกตอนกลางคืน ...มูฮยอนอ่า ไปกับฉันหน่อยสิ”

 

คำชวนมาพร้อมกับสีหน้าออดอ้อนอย่างที่เจ้าตัวมักชอบทำ และมันก็ได้ผลกับคิมมูฮยอนคนนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าฮันซองจะสร้างปัญหาให้แค่ไหน มูฮยอนก็ไม่เคยโกรธหรือรำคาญได้จริงๆ สักที ถ้าเป็นลีฮันซอง มูฮยอนก็มีแต่ต้องยอมให้ทุกครั้งไปนั่นแหละ

 

มูฮยอนขยี้ผมเปียกชื้นเบาๆ แทนคำตอบ คนตัวเล็กก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างเข้าใจในความหมาย มูฮยอนรู้สึกได้ว่าพวกเขาสองคนสนิทกันแค่ไหน เพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเรื่อยมา สองครอบครัวก็รู้จักกันมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ บางทีเขายังคิดเลยว่าหากบริษัทของเขาไม่ได้ให้การสนับสนุนกลุ่ม ชินฮวาซองฮา เขาก็คงไม่ได้รับอนุญาตให้คบกับฮันซองเป็นแน่ เพราะถ้าให้พูดกันตามจริงแล้ว นอกจากเขา ฮันซองก็ไม่มีเพื่อนคนไหนอีกที่พอจะเล่นหัวแบบนี้ด้วยได้

 

ลีซูโรคนนั้นแทบจะขังลูกชายตัวเองคนนี้ไว้ที่บ้านอยู่แล้วถ้าทำได้

 

ไม่สิ นอกจากเขาแล้ว ฮันซองก็ยังสนิทกับใครอีกคน ...ใครอีกคนที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยมากที่สุด

 

“มูฮยอน...” น้ำหนักมือที่แตะลงมาเรียกสติคนที่หลุดเข้าไปในความคิดของตัวเอง

 

“หืม?”

 

“คิดอะไรอยู่ ฉันบอกว่าจะไปอาบน้ำ ได้ยินเปล่า” ฮันซองยื่นหน้าเข้ามาใกล้ สีหน้าแสดงความเป็นห่วงเมื่อเห็นเพื่อนออกอาการเหม่อลอย ดวงหน้าสวยที่พราวไปด้วยหยดน้ำแทบจะพรากสติของมูฮยอนหลุดออกไปอีกรอบ

 

“ขยับเข้ามาใกล้อีกสิ” มูฮยอนกระดิกนิ้วเรียก คนสวยย่นคิ้วไม่เข้าใจ แต่ก็ขยับเข้าหาตามคำสั่ง จังหวะนั้นเองที่ริมฝีปากอุ่นฉวยแตะกลีบปากเย็นจัดเร็วๆ ทีหนึ่ง

 

“มูฮยอน!” ฮันซองเลิกลั่กหันซ้ายขวาด้วยกลัวจะถูกใครเห็น พอดูแล้วว่าไม่มีใครสนใจพวกเขาก็ถอนหายใจโล่งอก หันไปตีไหล่คนที่นั่งหัวเราะตัวงอเสียเต็มแรง

 

“ยังจะมาขำอีก”

 

“ก็นายอยากน่ารักทำไม นี่เป็นแค่มัดจำที่ทำให้ฉันเสียเวลาทั้งคืนนะรู้ไว้ซะด้วย เอ้า ลุกขึ้นไปอาบน้ำได้แล้ว”

 

มูฮยอนเลิกคิ้วมองคนที่ยังจุมปุกอยู่ที่เดิม ก่อนจะยิ้มบางเมื่อเห็นคนตัวเล็กชูมือขึ้นมาให้ฉุดลุก สัมผัสจากมือนุ่มนั้นทำให้มูฮยอนไม่อยากปล่อย ไม่ว่าจะตอนนี้ หรือตอนไหน ถ้าได้กอบกุมมือนี้ไว้เพียงคนเดียว ถ้าฮันซองจะจับเพียงมือของเขา ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรเขาก็จะทำ

 

ความรู้สึกรุนแรงนี้ ฮันซองไม่เคยรับรู้ ความรู้สึกที่ฮันซองมีให้กับเขาคือคำว่าเพื่อน ...คงมีแต่คนคนนั้น ที่ได้ทุกความรู้สึกของฮันซองไปทั้งหมด

 

“ฮันซอง...” มูฮยอนขืนมือให้คนที่กำลังจะเดินเข้าห้องอาบน้ำหันกลับมา

 

“หืม? ...!” จูบเร็วๆ ถูกส่งมาให้ต้องตอบรับ เมื่อผละออกเรียวคิ้วบางก็ขมวดเล็กน้อย “นายเป็นอะไรหรือเปล่ามูฮยอน นายอย่าทำอย่างนี้บ่อยนักสิ มันมากเกินไปนะ”

 

“บางทีก็เกิดโลภมากขึ้นมาน่ะ โทษที ไปอาบน้ำเถอะ”

 

ตอนที่ฮันซองเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำแล้ว มูฮยอนก็ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าล็อคเกอร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ทนมาได้ตลอด จะแค่เพื่อนที่ไม่แตะต้องกัน หรือแค่เซ็กซ์เฟรนด์ที่ให้กันแค่สัมผัส จะอย่างไหนก็พร้อมจะยอมรับ แต่ไม่รู้ว่าทำไม ความรู้สึกที่เหมือนครั้งนั้นมันถึงย้อนกลับมาอีกครั้งในตอนนี้ ความรู้สึกที่เหมือนว่าฮันซองที่มีเพียงเขากำลังจะถูกใครอื่นแย่งไป

 

เป็นความรู้สึกที่เหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด

 

 

“สองปีแล้วนี่นะ ...ผู้ชายคนนั้น อาจจะกลับมาแล้วก็ได้”

 

 

 

 

********************

TBC

Up